PEP ยาต้านฉุกเฉิน ช่วยป้องกัน HIV ได้จริงไหม?

PEP ยาต้านฉุกเฉิน เป็นยาที่ใช้สำหรับป้องกันโรคหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี เป็นการรักษาเชิงป้องกันที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อหลังจากมีความเสี่ยงมาเรียบร้อยแล้ว มันเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านไวรัสภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยา PEP สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถูกเข็มทิ่มตำในกรณีบุคลากรทางการแพทย์ PEP ทำงานโดยไปยับยั้งการจำลองแบบของไวรัสเอชไอวีในร่างกาย ป้องกันไม่ให้มีการติดลุกลาม ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสเชื้อ ยิ่งเริ่มการรักษาเร็วเท่าไหร่โอกาสในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

PEP ยาต้านฉุกเฉิน ช่วยป้องกัน HIV ได้จริงไหม

ทำความรู้จัก PEP ยาต้านฉุกเฉิน

PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีประเภทหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยตัวยา 3 ชนิดรวมกัน คือ ทีโนโฟเวียร์ 300 มล. (Tenofovir : TDF), เอ็มตริไซตาบีน 200 มล. (Emtricictabine : FTC) และโดลูเทกราเวียร์ 50 มล. (Dolutegravir : DTG) และยังมีสูตรยาอื่นๆ อีกเพิ่มเติม ก่อนเริ่มใช้ยาผู้มีความเสี่ยง จะต้องมีการปรึกษาพูดคุยกับแพทย์ เพื่อพิจารณาเลือกใช้สูตรยาที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ PEP ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์หลายประเทศ ว่ามีความปลอดภัยในการรับประทานเมื่ออยู่ในการดูแลของแพทย์ และสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้มากกว่า 80% โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ดังนี้:

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงจะต้องรีบกินยา PEP ให้เร็วที่สุด และต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เสี่ยง เพื่อช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ทันเวลา เนื่องจากไวรัสเอชไอวีมีความสามารถในการแพร่ขยายจำนวนได้รวดเร็วมาก จากงานวิจัยพบว่าถ้าเชื้อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ อาจเจริญเติบโตแบ่งตัวออกเป็นจำนวนมากได้เพียงแค่ 24-36 ชั่วโมงเท่านั้น! หากจำนวนของเชื้อมีเยอะ การกินยา PEP ช้าเกินไปอาจไม่ได้ผล
  • ผู้ที่กินยา PEP จะต้องไม่ขาดยา โดยกินให้ครบตามแพทย์สั่งคือ 28 วัน และกินยาตรงต่อเวลาทุกวัน
  • แพทย์จะต้องพิจารณาถึงประวัติความเสี่ยงที่มากน้อยต่อเชื้อเอชไอวี และในช่วงระหว่างที่ทานยา PEP อยู่จะต้องไม่มีความเสี่ยงเพิ่ม
ใครบ้างที่ควรจะกิน PEP ยาต้านฉุกเฉิน

ใครบ้างที่ควรจะกินยา PEP?

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่สวมถุงยางอนามัย กับคู่นอนที่ไม่รู้สถานะเอชไอวี หรือคู่นอนแปลกหน้า
  • ผู้ที่สวมถุงยางอนามัยแล้วเกิดถุงยางแตกรั่ว หรือหลุดออกขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์อยู่
  • ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์เสพยาร่วมกับผู้อื่น ในกรณีผู้ที่ใช้สารเสพติดประเภทฉีดเข้าเส้นเลือด
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขาดสติ มึนเมา หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน
  • ผู้ที่โดนเข็มฉีดยา มีดผ่าตัด อุปกรณ์ทางการแพทย์ทิ่มตำหรือบาดมือโดยไม่ได้ตั้งใจ

มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? ก่อนที่จะกินยา PEP

หากคุณเกิดกรณีดังกล่าวไปแล้วข้างต้น ให้รีบตั้งสติและหยุดกิจกรรมทางเพศทันที และรีบปรึกษาแพทย์ในเร็วที่สุด หากคุณอยู่จังหวัดภูเก็ต สามารถติดต่อขอรับ PEP ยาต้านฉุกเฉินกับเราได้ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก เราพร้อมให้บริการด้วยความรวดเร็วและมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับยาทันต่อเวลา คลิกจองคิวออนไลน์ได้ที่นี่ ซึ่งหากคุณมีความประสงค์จะกิน PEP แพทย์จะทำการซักประวัติความเสี่ยงโดยละเอียด และตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสเอชไอวีที่เป็นผลลัพธ์ของความเสี่ยงก่อนหน้านี้ (ไม่ใช่ครั้งที่เสี่ยงมาวันนี้) เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่ได้ติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว พร้อมทั้งตรวจการทำงานของตับและไต ถ้าผู้เสี่ยงเป็นเพศหญิง แพทย์จะสั่งตรวจการตั้งครรภ์ รวมไปถึงตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อวินิจฉัยว่าคุณสามารถกิน PEP ได้หรือไม่ เมื่อผลทุกอย่างออกมาว่าคุณสามารถเริ่มยาได้ แพทย์จะทำการจ่ายยาและอธิบายวิธีการกินยา PEP แนะนำรายละเอียด รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณควรเริ่มกินยาให้เร็วที่สุด และไม่เกิน 72 ชั่วโมง จากนั้นให้กินยาต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลา 28 วัน เวลาเดียวกันทุกวันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาเอชไอวี

มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะกิน PEP ยาต้านฉุกเฉิน

ปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงที่กิน PEP ยาต้านฉุกเฉิน

ในช่วงที่กินยา PEP อยู่ หากหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้ ก็ควรหยุดพักไว้ก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไปยังคู่นอนได้หรือมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อใหม่มาเพิ่มได้ แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงก็ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง โดยจะต้องเลือกใช้ถุงยางอนามัยให้ถูกต้อง ควรสำรวจรอยรั่วและคุณภาพของถุงยางอนามัยก่อนใช้งาน นอกจากนี้ ถุงยางจะต้องไม่หมดอายุ เพื่อจะได้ปกป้องคุณจากความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึง การงดบริจาคเลือดทุกกรณีเช่นกัน

ในเรื่องของผลข้างเคียงของ PEP ยาต้านฉุกเฉิน ปัจจุบัน แทบจะไม่ค่อยมีผลข้างเคียงแล้ว โดยอาการที่อาจพบได้จะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกที่เริ่มกินยา เช่น ปวดหัว อ่อนเพลีย ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เป็นต้น และอาการจะหายไปได้เองภายหลัง และการกิน PEP เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ต้องกังวลถึงผลข้างเคียงระยะยาว แต่หากคุณมีอาการที่รุนแรงผิดปกติให้รีบกลับไปแพทย์ทันที

กิน PEP ครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องทำอะไร?

หากคุณกินยาครบหมดแล้ว ให้กลับไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อทำการตรวจเอชไอวีอีกครั้ง และแพทย์อาจมีการนัดตรวจเพิ่ม หลังจากผ่านไปประมาณ 90 วัน เป็นการยืนยันผลการรักษาที่แน่นอน ซึ่งการนัดตรวจหลังกิน PEP ครบแล้วมีความสำคัญอย่างมากเพื่อเป็นการเช็คว่ายาใช้ได้ผลดีหรือไม่ และผู้ที่กิน PEP ควรมีการติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ และประเมินความเสี่ยงต่อ หากยังมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงอีก แนะนำปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีการป้องกัน หรือเริ่มกิน PrEP ที่เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนมีความเสี่ยง ซึ่งเหมาะกับการป้องกันมากกว่า

ปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงที่กิน PEP ยาต้านฉุกเฉิน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PEP ยาต้านฉุกเฉิน

  • PEP สามารถรักษา HIV ได้
    • PEP ไม่ใช่วิธีรักษา HIV แต่เป็นมาตรการป้องกันหลังจากได้รับความเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่สามารถกำจัดไวรัสได้หากติดเชื้อไวรัสอยู่ก่อนแล้ว
  • PEP มีประสิทธิภาพ 100%
    • แม้ว่า PEP สามารถลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ HIV ได้แต่ก็ไม่ได้ผล 100% เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ รวมถึงระยะเวลาที่เริ่มกินยาและการปฏิบัติตามขั้นตอนการรักษาที่แพทย์กำหนด
  • PEP สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้
    • PEP ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV และไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยยังคงมีความจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของกามโรค
  • PEP ใช้ป้องกันเอชไอวีได้เรื่อยๆ
    • PEP มีไว้ใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นรูปแบบปกติของการป้องกันเอชไอวี สำหรับการป้องกันอย่างต่อเนื่องควรเลือกใช้วิธี PrEP จะเหมาะสมกว่า
  • ยา PEP สามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา
    • PEP ไม่มีจำหน่ายที่ร้านขายยา หากคุณต้องการกิน PEP จะต้องพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเท่านั้น เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินความเสี่ยงที่เจอและต้องทำการตรวจเลือดก่อนกินยา
  • กิน PEP ตอนไหนก็ได้หากมีความเสี่ยง:
    • PEP จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเริ่มให้เร็วที่สุดหลังจากได้รับสัมผัส โดยควรกินภายใน 72 ชั่วโมง การกินยาล่าช้าหรือขาดหายอาจทำให้ฤทธิ์ยาไม่ได้ผล

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความสำคัญของการตรวจเอชไอวี

กล่าวโดยสรุป PEP ยาต้านฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีในกรณีที่มีความเสี่ยงใหม่ๆ ถือเป็นสูตรระยะสั้นของยาต้านไวรัสเอชไอวีที่กินเพียงแค่ 28 วันโดยประมาณ เพื่อไปยับยั้งการจำลองแบบของไวรัสเอชไอวีไม่ให้แพร่จำนวนในร่างกาย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือที่ต้องทราบว่า PEP ไม่ได้ผล 100% กับทุกคนและไม่ควรนำไปใช้แทนมาตรการป้องกันอื่นๆ เช่น การใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการพิจารณาการป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อหรือยาเพร็พ (PrEP) เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่องและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดที่ทำให้คุณห่างไกลจากโรคร้ายได้ครับ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • U=U : ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

    แนวคิด U=U ได้เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างที่เกี่ยวกับ HIV/AIDS ร่วมกับการพัฒนาของการรักษาด้านการต้านไวรัส ความเข้าใจเกี่ยวกับ U=U มีความสำคัญมากในการลดความเครียดและเสริมสุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

  • หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีต้องทำอย่างไร?

    การติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อเอชไอวีในเด็ก กรณีไม่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีระหว่างตั้งครรภ์ มีโอกาสถ่ายทอดเชื้อให้ทารกสูงมาก ซึ่งการติดเชื้อเอชไอวีไม่เพิ่มความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ แต่การติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มอัตราการแท้งบุตร ทารกโตช้าในครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย ทารกตายตอนคลอด และตายปริกำเนิด

    แต่หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ที่เหมาะสม จะเป็นการเพิ่มภูมิต้านทาน สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัส และลดอัตราการถ่ายทอดเชื้อจไวรัสจากแม่สู่ทารก ฉะนั้นการดูแลหญิงตั้งครรภ์ เพื่อวางแผนการให้ยาต้านไวรัส วางแผนการคลอดเพื่อลดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ทารกในครภ์ และรวมถึงการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องหลังการคลอดบุตรทั้งแม่ และทารกด้วย

  • การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมีความสำคัญอย่างไร?

    เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี และเชื้อเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  โดยจะทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4  ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง หากไม่ได้รับการรรักษา จะทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ วัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น 

    ด้วยปัจจุบันมีการพัฒนายารักษาคนที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป  หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี เริ่มทานยาต้านไวรัสโดยเร็ว  และทานยาสม่ำเสมอ ตรงเวลา โดยโรคเอดส์นี้เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้  ก่อนที่เราจะไปทราบการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เราต้องควรรู้ไว้ว่าโรคเอดส์ติดต่อได้ทางไหนบ้าง

  • ตรวจเอชไอวีที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

    เอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งโรคเอดส์ (AIDS) คือ เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ และอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CD4 (ซีดีโฟร์) ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตหรือไม่?

    การติดเชื้อเอชไอวี ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วย ฉะนั้นผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรต้องรับมือกับความเครียด และปัญหาทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นหลังการตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี ถึงวิธีการจัดการปัญหาดังกล่าวเพื่อความสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

  • ยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP) มีความแตกต่างกันอย่างไร?

    ยาเพร็พ (PrEP-Pre-Exposure Prophylaxis)

    คือ ยาที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หรือกินก่อนที่จะไปติดเชื้อเอชไอวี โดยเริ่มกินเตรียมไว้ก่อนจะมีโอกาสสัมผัสเชื้อ โดยการรับประทานยาวันละหนึ่งเม็ดทุกวัน ตัวยาจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย เมื่อตัวยาในร่างกายมีสูงมากพอจะสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีเกาะกับเม็ดเลือดขาวได้

    ยาเป๊ป (PEP- Post-Exposure Prophylaxis)

    คือ ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่เพิ่งสัมผัสเชื้อ ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หรือ สำหรับผู้ไม่ติดเชื้อที่บังเอิญหรือมีความจำเป็น หรือไม่ตั้งใจแต่ไปสัมผัสเชื้อเอชไอวี มาแล้ว โดยต้องกินยาต้านให้เร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ