เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับประจำเดือน

โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุ 12-13 ปี และจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ในช่วงอายุประมาณ 45-55 ปี แต่ในบางกรณีที่มีอาการป่วย หรือได้รับการรักษาที่กระทบต่อรอบเดือนก็อาจทำให้ประจำเดือนหมดก่อนวัยได้เช่นกัน

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับประจำเดือน

ประจำเดือน คืออะไร ?

ประจำเดือน หรือ รอบเดือน หรือ ระดู (Menstruation หรือ Period)  คือ เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาทุกเดือนทางช่องคลอด โดยร่างกายของผู้หญิงจะมีการสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อเตรียมไว้ให้ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิมาฝังตัว เพื่อเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป แต่หากเดือนนั้นไข่ที่ตกไม่ได้รับการปฏิสนธิ ตัวเยื่อบุโพรงมดลูกที่ร่างกายสร้างขึ้นมาแต่ไม่ได้ใช้งาน ก็จะหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน 

ประจำเดือนจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทุก 21 – 35 วัน แต่ละรอบจะอยู่นาน 3-7 วัน การที่เราต้องมีการสร้างเยื่อโพรงมดลูกใหม่เสมอก็เพื่อให้พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน จึงทำให้เกิดวงโคจรของประจำเดือนแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งก็จะขึ้นๆ ลงๆ ตามระดับของฮอร์โมนเพศด้วย

อาการช่วงเป็นประจำเดือน

ผู้หญิงมักมีประจำเดือนครั้งละประมาณ 3-7 วัน  หากมีรอบเดือนปกติ จะมาตรงกันในทุก ๆ เดือน ทั้งนี้ ก่อนถึงช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการของกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome: PMS)  ซึ่งอาจส่งผลทางร่างกายและจิตใจ ดังนี้

อาการทางร่างกาย ได้แก่

  • ปวดศีรษะ
  • อาการปวดท้องประจำเดือน โดยจะรู้สึกปวดบีบบริเวณท้องหรือท้องน้อย
  • ท้องอืด
  • น้ำหนักขึ้น
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ง่วงนอนผิดปกติ
  • เจ็บหน้าอก หรือเต้านมคัดตึง
  • สิวขึ้น
  • เป็นตะคริว หรือมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และหลังส่วนล่าง
  • รู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ
  • ความต้องการทางเพศต่ำ
อาการช่วงเป็นประจำเดือน

อาการทางด้านจิตใจ และพฤติกรรม ได้แก่

  • มีอารมณ์เศร้าหรือเสียใจ
  • โกรธหรือหงุดหงิดง่าย และอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว
  • อารมณ์แปรปรวน
  • วิตกกังวลง่าย
  • มีพฤติกรรมแยกตัวจากเพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบข้าง
  • ไม่มีสมาธิ ไม่กระตือรือร้น

ลักษณะของประจำเดือนที่มาปกติ

  • ช่วงเวลาที่มีประจำเดือนในแต่ละครั้ง จะอยู่ในช่วงประมาณ 3-7 วัน 
  • ประจำเดือนจะมามากที่สุดภายในช่วง 2 วันแรก 
  • ประจำเดือนอาจมีสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีดำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะประจำเดือนที่มีสีคล้ำ คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเก่าที่ถูกขับออกมาเท่านั้น

โดยทั่วไป สามารถเตรียมตัวรับมือและรู้ถึงวันที่จะมีประจำเดือนโดยคร่าว ๆ ได้ด้วยการจดบันทึกวันแรกที่ประจำเดือนมา หากประจำเดือนมาตามปกติ จะมาในวันเดียวกันของเดือนถัดไป หรืออาจคลาดเคลื่อนจากวันเดิมเพียงเล็กน้อย

ลักษณะของประจำเดือนที่มาไม่ปกติ

หากพบความเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน หรือมีอาการผิดปกติติดต่อกันนานกว่า 3 รอบเดือน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด ดังนี้

  • มีประจำเดือนมาติดต่อกันนานเกินกว่า 7 วัน
  • ประจำเดือนไม่มาเป็นเวลานานเกินกว่า 90 วัน
  • มีรอบเดือนผิดปกติอย่างฉับพลัน หรือมีความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มาถี่เกินไป หรือมาช้าเกินกว่ารอบเดือนปกติ
  • ประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  • มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง
  • มีไข้สูง หรือรู้สึกไม่สบายอย่างเฉียบพลันหลังจากใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
  • เด็กผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่มีประจำเดือนช้ากว่าอายุ 15 ปี

ภาวะแทรกซ้อนของประจำเดือน

  • โรคโลหิตจาง การสูญเสียเลือดจากประจำเดือนมากเกินไป อาจส่งผลให้ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลงและต้องการธาตุเหล็กในการผลิตฮีโมโกลบินมากขึ้น ซึ่งหากร่างกายไม่ได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในที่สุด โดยอาการของโรคหิตจางที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ อ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรง การมีประจำเดือนมากผิดปกติจะส่งผลให้ผู้หญิงปวดประจำเดือนรุนแรงยิ่งขึ้น จนทำให้วิธีบรรเทาอาการด้วยตนเองอย่างการประคบร้อนและการรับประทานยาระงับปวดนั้นใช้ไม่ได้ผล และอาจต้องเข้ารับการตรวจทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนต่อไป
การดูแลตัวเองช่วงเป็นประจำเดือน

การดูแลตัวเองช่วงเป็นประจำเดือน

ช่วงเป็นประจำเดือน กล้ามเนื้อที่มดลูกจะบีบ และคลายตัวมากกว่าปกติ ทำให้ผู้หญิงอาจรู้สึกไม่สบายหรือปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยได้ การดูแลตัวเองเพื่อบรรเทาอาการสามารถทำได้ ดังนี้

  • ผ้าอนามัย เป็นแผ่นซับเลือดประจำเดือน ใช้แล้วทิ้ง มี 2 ชนิดคือ ผ้าอนามัย แบบภายนอก และผ้าอนามัย แบบสอด เมื่อเป็นประจำเดือนครั้งแรก ควรใช้ผ้าอนามัยแบบภายนอก เพื่อความสะดวก
  • ถุงน้ำร้อน ไว้ใช้ประคบร้อนที่ท้อง เมื่อปวดท้องตอนเป็นประจำเดือน
  • การรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs ได้แก่ ยาเมเฟนามิกแอคซิด ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน ยาระงับอาการปวด เป็นต้น
  • หากมีอาการปวดประจำเดือนมากจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจส่งผลให้ปวดมากขึ้น 
  • พักผ่อนให้มาก หรือหากิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และบรรเทาอาการปวด เช่น การฝึกหายใจ โยคะ หรือไทชิ  
  • หากอาการยิ่งรุนแรงขึ้นหรือเรื้อรังผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา เพราะอาการปวดนั้นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกปัญหาสุขภาพได้

สิ่งที่ควรสังเกตเมื่อมีประจำเดือน

เมื่อประจำเดือนนั้นไม่ใช่เลือดเสีย เป็นแค่เลือดของเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเท่านั้น สิ่งที่เราควรสังเกตและให้ความสำคัญเมื่อมีประจำเดือน มีดังนี้

  • ปริมาณประจำเดือน โดยปกติแล้วในแต่ละรอบผู้หญิงจะมีประจำเดือนครั้งละประมาณ 80 cc หรือต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2 – 3 ชั่วโมง โดยปริมาณจะน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ถ้าประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง หรือมีเลือดมากทุกวัน หรือประจำเดือนมามากกว่า 8 วัน อาจเกิดความผิดปกติขึ้นในร่างกาย ควรไปพบแพทย์ 
  • ความสม่ำเสมอ รอบเดือนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วประจำเดือนแต่ละครั้งจะห่างกัน 28 วัน แต่ถ้าประจำเดือนครั้งถัดไปมาตั้งแต่วันที่ 21 หรือจนวันที่ 35 แล้วก็ยังไม่มา ควรไปปรึกษาแพทย์ 
  • ลักษณะของเลือด หากเลือดที่ออกมามีลักษณะเป็นลิ่มเลือดสีแดงสด แดงคล้ำ หรือเลือดประจำเดือนเป็นก้อน อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในร่างกายได้ 
  • สีของประจำเดือน ปกติแล้วสีของประจำเดือนจะเป็นสีแดงสด แดงเข้ม หรือสีเกือบดำ แต่ถ้าประจำเดือนสีจางหรือสีคล้ายน้ำเหลือง ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ 

สีประจำเดือน บ่อบอกอะไรได้บ้าง

  • สีแดงสด หากเป็นมากกว่า 7 วัน ควรปรึกษาแพทย์
  • สีแดงเข้ม เป็นเลือดปกติที่ตกค้างอยู่ภายใน
  • สีชมพู เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ มักเกิดกับผู้ออกกำลังกายอย่างหนักหรือมีภาวะซีด
  • สีแดงอมส้ม เลือดปนหนอง มีกลิ่นเหม็น อาจมีการติดเชื้อภายในช่องคลอด
  • สีแดงปนเทา หากมีอาการคัน อาจติดเชื้อแบคทีเรีย
  • สีน้ำตาล เป็นปกติ อาจพบได้ก่อนระยะมีประจำเดือนหรือใกล้หมดประจำเดือน หรืออาจเกิดจากภาวะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำ แต่หากมีกลิ่นเหม็นหรือคัน ควรปรึกษาแพทย์
  • สีดำ มักพบในระยะประจำเดือนที่เพิ่งมาหรือกำลังจะหมด

หากประจำเดือนมาผิดปกติ ในรอบที่ไม่ใช่รอบประจำเดือน มีอาการตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ และมีอาการเจ็บขณะร่วมเพศ หรืออาการปวดประจำเดือนมาก ไม่ใช่อาการปกติ อาจเกิดจากภาวะบางประการ เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปากมดลูกตีบ หรือ ช็อกโกแลตซีส เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก

    โรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorders) หรือโรคติดต่อทางพันธุกรรม เกิดจากความผิดปกติของยีนในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นบนโครโมโซมที่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อและแม่ที่เป็นพาหะมาสู่รุ่นลูก ซึ่งแนวโน้มว่าลูกที่เกิดมาจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมด้วย ยีนที่ผิดเพี้ยนไปนี้จะส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรมถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้โรคทางพันธุกรรมส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้ และจะตรวจพบความผิดปกติเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว แม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่ถ้ารีบดำเนินการรักษา ก็ช่วยให้ทารกมีโอกาสเติบโตได้อย่างปกติ หากได้รับการรักษาล่าช้ามีโอกาสที่ทารกจะพิการ หรือเสียชีวิตได้เช่นกันฉะนั้นโรคที่เกิดขึ้นทางพันธุกรรมสามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคก่อนแต่งงานและก่อนการมีบุตรเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถป้องกันโรคทางพันธุกรรมได้

  • โรคมะเร็งเต้านม

    เต้านม อวัยวะที่แสดงถึงลักษณะทางเพศหญิงอย่างหนึ่ง ประกอบไปด้วยต่อมน้ำนม ท่อน้ำนม ไขมัน เส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง เต้านมวางอยู่บนกล้ามเนื้อหน้าอกและซี่โครง มีหน้าที่ในการสร้างน้ำนม โดยเต้านมจะขยายขนาดตอบสนองกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งผลิตจากรังไข่เป็นหลัก 

    โรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer) เกิดเนื่องการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้องอก โดยหากไม่ได้รับการรักษา มะเร็งจะโตขึ้นและกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ก่อนที่จะกระจายไปอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก จนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

  • โรคเกี่ยวกับตับที่พบได้บ่อยในคนไทย

    โรคตับ คือ อาการเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ตับเกิดความเสียหาย จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือทำได้แต่ด้อยประสิทธิภาพลง เพราะตับ เป็นอวัยวะสำคัญ ที่มีหน้าที่สร้างน้ำดี เพื่อการช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน และทำลายสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย พร้อมทั้งกรองของเสียต่างๆ ให้เป็นของดีมีประโยชน์ สามารถนำกลับมาใช้ในร่างกาย หากตับทำงานได้น้อยลง หรือเกิดโรคของตับ เช่น มีไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง  จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างก่ายที่ส่งผลไปทั้งระบบ จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้เมื่อตับเสียการทำงานจนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะตับวาย และโรคมะเร็งตับได้

  • โรคหอบหืด

    โรคหอบหืด (Asthma) เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ร่วมกับภาวะผิดปกติของหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากกว่าปกติ โดยมักจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เวลาที่มีอาการเราจะเรียกว่าหอบหืดกำเริบ อาการที่พบบ่อยคือ หายใจมีเสียงหวีด ไอ แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม 

  • ภาวะแทรกซ้อนของภาวะความดันโลหิตต่ำ

    ความดันต่ำ หรือ ความดันโลหิตต่ำ  (Hypotension) ไม่ใช่โรค เพราะลักษณะของอาการไม่ได้พัฒนา และนำไปสู่โรคเรื้อรังอื่น ๆ เป็นเพียงภาวะที่ความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท เกิดได้กับภาวะความดันต่ำทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันส่งผลทำให้ไปล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ

    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากความดันโลหิตต่ำ มีดังนี้

    การล้ม และการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับการล้ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับภาวะความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ และเป็นลมได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

  • การตรวจมะเร็งเต้านม สำหรับคนข้ามเพศ ควรตรวจหรือไม่? อย่างไร?

    การตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับคนข้ามเพศ ควรตรวจหรือไม่ และควรตรวจอย่างไร เป็นคำถามที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ในสังคมมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนยังเชื่อว่าคนข้ามเพศไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า คนข้ามเพศก็มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกับคนทั่วไป เพียงแต่ระดับความเสี่ยงอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยทางร่างกาย ฮอร์โมน อายุ และประวัติสุขภาพส่วนบุคคล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพเพียงอย่างเดียว

    บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจอย่างรอบด้านว่า คนข้ามเพศควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมหรือไม่ ใครบ้างที่ควรตรวจและควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุเท่าใด รวมถึงวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับลักษณะร่างกายและบริบทสุขภาพของแต่ละคน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมการรู้ความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ และการตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว

    เพราะสุขภาพไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศกำเนิดหรือเพศสภาพ และการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมย่อมเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอ