ทำความรู้จักกับถุงยางอนามัยผู้หญิง

ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง ซึ่งเป็นวิธีการคุมกำเนิดประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นกระบวนการยับยั้งการตกไข่ หรือขัดขวางการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ  หรือป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าถึงมดลูกได้จากการมีเพศสัมพันธ์ แต่การใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจส่งผลให้รู้สึกไม่สบายตัว มีอาการคัน และแสบร้อนช่องคลอด รวมถึงรบกวนการมีเพศสัมพันธ์ อาจทำให้ไปถึงจุดสุดยอดได้ยากขึ้น และอาจทำให้ความพึงพอใจจากการมีเพศสัมพันธ์ลดลงได้ ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องก่อนการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ และการติดเชื้อโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ 

ถุงยางอนามัยผู้หญิง คืออะไร?

ถุงยางอนามัยผู้หญิง (Female condom) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสอดเข้าไปภายในช่องคลอดของสตรีก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์  เพื่อกีดขวางไม่ให้อสุจิของผู้ชายเข้าไปผสมกับไข่ในช่องคลอด หรือดักจับอสุจิของเพศชายเอาไว้ไม่ให้ผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่แล้วเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น  หากใช้อย่างถูกวิธีอาจช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 95% อีกทั้งการสวมถุงยางอนามัยผู้หญิงยังอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในเทียม หนองในแท้ โรคหูด โรคเริม การติดเชื้อเอชไอวี โรคซิฟิลิส และการติดเชื้อตับอักเสบ ลักษณะของถุงยางอนามัยผู้หญิงทำมาจากพอลิยูรีเทน (Polyurethane)  ซึ่งมีขนาดบาง อ่อนนุ่ม มีความยาว 6.5 นิ้ว หรือยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ที่ปลายถุงทั้งสองด้านมีห่วงยางหรือวงแหวนยืดหยุ่น 2 วง เพื่อให้เกิดความกระชับและคงรูปร่างไว้ได้ในขณะใช้งาน ปลายถุงด้านหนึ่งตันเพื่อใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด ส่วนปลายถุงอีกด้านหนึ่งจะเป็นปลายเปิดยื่นออกมานอกช่องคลอด ภายในถุงยางอนามัยจะมีน้ำยาหล่อลื่น แต่ไม่มียาฆ่าเชื้ออสุจิ

ทำความรู้จักกับถุงยางอนามัยผู้หญิง

ใครบ้างที่เหมาะจะใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิง

ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงได้โดยไม่รับผลกระทบใด ๆ ที่เป็นอันตราย แต่ถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจไม่เหมาะสมกับผู้ที่รู้สึกอึดอัดใจ หรือไม่สบายใจ หากต้องสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศของตนเอง ทั้งยังอาจไม่สามารถใช้ได้กับผู้ที่มีข้อจำกัดต่าง ๆ ดังนี้

  • ผู้ที่แพ้หรือรู้สึกไวต่อถุงยางอนามัยแบบลาเท็กซ์ (ถุงยางอนามัยผู้ชาย)
  • ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวหรือแบบฉุกเฉินโดยที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิดมาก่อน
  • ผู้มีความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะเพศ ซึ่งอาจส่งผลต่อความพอดี หรือการสอดใส่ถุงยางอนามัย
  • เหมาะสำหรับสตรีที่ตัวเองมีโรคหรือสามี มีโรคที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ เช่น เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส หนองใน เป็นต้น
  • ผู้ที่มีการคุมกำเนิดในรูปแบบอื่นอยู่แล้ว แต่อยากป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมด้วย เช่น ฉีดยาคุมกำเนิด หรือรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดมาก่อนอยู่แล้ว
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์สูง เช่น ผู้มีการร่วมเพศมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง ผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี หรือเคยประสบความล้มเหลวจากการใช้วิธีการคุมกำเนิดโดยวิธีขวางกั้น เช่น การใช้ถุงยางอนามัย หรือหมวกครอบปากมดลูก เป็นต้น

วิธีใส่ถุงยางอนามัยผู้หญิง

หน้าตาของถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจจะดูใหญ่เทอะทะ ทำให้รู้สึกว่าสวมใส่ยาก ลองมาดูวิธีการใส่และข้อแนะนำในการใช้งานกัน

  1. ล้างมือให้สะอาด แล้วแกะถุงยางอนามัยออกจากซองด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการฉีกขาด ไม่ควรใช้ปากกัด และตรวจดูว่าฝั่งใดเป็นด้านปิดและด้านเปิด
  2. จัดท่าให้เหมาะสมกับการใส่ ปกติจะใช้ท่านอนหงายชันเข่า ท่านั่งยอง ๆ ท่ายืนแยกขาเล็กน้อย ท่ายืนแบบยกขา 1 ข้าง พาดขาบนเก้าอี้ ซึ่งคล้ายกับวิธีการใส่ผ้าอนามัยแบบสอด
  3. ใช้มือข้างที่ถนัดจับวงแหวนจากภายนอกของถุงยางอนามัย ซึ่งอยู่บริเวณก้นถุง ด้วยนิ้วหัวแม่ถือกับนิ้วกลาง บีบเข้าหากันเป็นวงรีให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นจึงค่อย ๆ สอดถุงยางอนามัยเข้าไปในช่องคลอด
  4. ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปภายในถุงยางอนามัย และดันถุงยางอนามัยให้ใกล้บริเวณปากมดลูกมากที่สุด จากนั้นถุงยางอนามัยจะคลายตัวและขยายออกเอง
  5. ตรวจสอบว่าถุงยางอนามัยไม่พลิกตัวหรือพับงอ และปลายเปิดของถุงยางอนามัยอยู่ที่ปากอวัยวะเพศ
  6. ในขั้นตอนการถอดถุงยางอนามัยผู้หญิง หลังจากมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้วและมีน้ำอสุจิอยู่ในถุง ให้ใช้นิ้วจับห่วงที่อยู่ภายนอกแล้วบิดปากถุงประมาณ 3-4 รอบให้สนิท เพื่อให้เชื้ออสุจิอยู่ในถุง แล้วจึงค่อย ๆ ดึงถุงยางออกมาจากช่องคลอด ห่อทิ้งในถังขยะให้เรียบร้อย และล้างมือให้สะอาด

ข้อดี และข้อเสียของการใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิง

ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิง

  • มีขนาดเล็กและพกพาสะดวก
  • ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกับการใช้ถุงยางอนามัยผู้ชาย เช่น ซิฟิลิส หนองใน ไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อเอชไอวี
  • ถุงยางอนามัยผู้หญิงสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้หากใช้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง
  • สามารถสวมใส่ได้ขณะที่กำลังจะมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
  • สามารถใช้ได้กับองคชาตหลายขนาด
  • ผู้ชายไม่จำเป็นต้องนำอวัยวะเพศออกเมื่อถึงจุดสุดยอด
  • สามารถใช้ได้ขณะมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือหลังการให้กำเนิดบุตร
  • ช่วยปกป้องพื้นผิวของช่องคลอด
  • ไม่มีผลต่อสุขภาพและภาวะการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เพราะไม่เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนในร่างกาย จึงทำให้ไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมน ประจำเดือนมาตามปกติ
  • สามารถใส่ถุงยางอนามัยผู้หญิงได้นานถึง 8 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์
  • อาจก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่า และมีโอกาสถุงยางอนามัยแตกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับถุงยางอนามัยผู้ชาย
  • มีความทนทานมากกว่าถุงยางอนามัยผู้ชาย และสามารถใช้ร่วมกับเจลหล่อลื่นที่เป็นน้ำมันได้
  • มีอายุการใช้งานยาวนาน บางยี่ห้ออาจอยู่นานถึง 5 ปี

ข้อเสียของการใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิง

  • หาซื้อได้ยากและมักมีราคาแพงกว่าถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย
  • มีอัตราการล้มเหลวสูงจากการคุมกำเนิดหากใช้อย่างไม่ถูกวิธี
  • ปิดกั้นการสัมผัสกันโดยตรงของอวัยวะเพศชายและหญิง อาจขัดจังหวะการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยใช้การเล้าโลมหรือใส่ถุงยางอนามัยก่อนการร่วมเพศ
  • ขั้นตอนการใส่ค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย อาจจะลำบากสำหรับบางคน
  • บางคนอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ระคายเคืองช่องคลอด แพ้ถุงยางอนามัย หรือตกขาวผิดปกติได้
  • อาจทำให้รู้สึกคันและแสบร้อนช่องคลอด
  • การใส่ถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจขัดจังหวะการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยใช้การเล้าโลมหรือใส่ถุงยางอนามัยก่อนการร่วมเพศ
  • การใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจก่อให้เกิดเสียงที่ไม่พีงประสงค์ระหว่างการร่วมรัก ซึ่งแก้ไขได้โดยการใช้สารหล่อลื่น
  • ถุงยางอนามัยมีความทนทานมาก แต่อาจฉีกขาดหรือเลื่อนไหลได้ระหว่างการร่วมเพศ
  • การเสียดสีของถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจลดการกระตุ้นบริเวณปุ่มกระสันหรือคลิตอริส (Clitoris) หรือการหล่อลื่นที่เกิดขึ้นภายในอวัยวะเพศ ซึ่งอาจส่งผลให้การร่วมเพศไม่น่าพีงพอใจเท่าที่ควร แต่สามารถแก้ไขได้โดยการใช้สารหล่อลื่น
ข้อควรระวังในการใช้ถุงยางอนามัย

ข้อควรระวังในการใช้ถุงยางอนามัย

  • อ่านวิธีการใช้ วันหมดอายุ และคำแนะนำข้างบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้งาน
  • ระวังการฉีกบรรจุภัณฑ์ถุงยางอนามัยผู้หญิง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมตัด เพราะอาจทำให้ถุงยางอนามัยขาด และอาจถุงยางอนามัยอาจฉีกขาดได้จากเล็บมือ หรือเครื่องประดับต่าง ๆ
  • ควรถอดผ้าอนามัยทิ้งก่อนใส่ถุงยางอนามัยผู้หญิง
  • ห้ามใช้ทั้งถุงยางอนามัยผู้หญิง และถุงยางอนามัยผู้ชายขณะร่วมเพศ เนื่องจากอาจเกิดการเสียดสีกันจนฉีกขาดได้
  • ควรตรวจสอบว่าถุงยางอนามัยอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมและพร้อมใช้งาน
  • ถุงยางอนามัยของผู้หญิงสามารถใช้ได้กับสารหล่อลื่นทุกประเภท เพื่อให้ถุงยางอนามัยสอดใส่ผ่านเข้าไปในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น แต่ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมหลักของน้ำมัน กับถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย เช่น วาสลีน หรือครีม เพราะอาจทำให้เกิดการฉีกขาดได้
  • ระวังการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดการดันถุงยางอนามัยผู้หญิงเข้าไปในช่องคลอดลึกมากเกินไป
  • ต้องใช้ถุงยางอนามัยเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ห้ามนำมาใช้ซ้ำเป็นอันขาด หลังจากใช้งานเสร็จควรถอดทิ้งในถังขยะทันที และถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์อีกครั้งต้องใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอันใหม่ หากถุงยางอนามัยฉีกขาด วงแหวนรอบนอกหลุดเข้าไปในอวัยวะเพศหญิง หรือถุงยางอนามัยพันกันในอวัยวะเพศระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และไม่ควรทิ้งลงในชักโครกเพราะอาจทำให้ท่ออุดตันได้
  • สำหรับผู้ที่แพ้น้ำยาง อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง ผื่นขึ้น และแสบร้อนช่องคลอด เนื่องจากถุงยางอนามัยบางยี่ห้อทำจากน้ำยาง
  • ติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอข้อมูลการคุมกำเนิดฉุกเฉิน กรณีที่ถุงยางอนามัยฉีกขาดหรือน้ำอสุจิหกเลอะอวัยวะเพศหญิงระหว่างถอดถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยผู้หญิงมีราคาเริ่มต้นที่ 150-300 บาท โดยประมาณ อาจหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา เว็บไซต์  แม้ว่าถุงยางอนามัยผู้หญิงจะมีข้อดีมากมาย 

ถึงแม้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอาจช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น เชื้อเริม หูด และซิฟิลิส อาจส่งผ่านทางน้ำลาย และบาดแผลบนผิวหนัง จึงควรพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น เพื่อการป้องกันเพิ่มขึ้น  

ทั้งนี้ ควรทำความเข้าใจถึงวิธีการใช้งานถุงยางอนามัยผู้หญิงที่ถูกต้อง และอย่าลืมตรวจสอบวันหมดอายุ รอยฉีกขาดของซอง ก่อนการใช้งานทุกครั้ง และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำ รวมถึงศึกษาวิธีการใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอย่างถูกต้อง และวิธีการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม

ติดต่อเรา

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • โรคพยาธิในช่องคลอด

    โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis หรือเรียกสั้นๆ ว่า Trich) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Trichomonas vaginalis พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  ซึ่งตัวพยาธินั้นมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น ความน่ากลัวของโรคนี้คือหากเป็นแล้วจะพบผู้ป่วยที่แสดงอาการเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว และแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอนได้

    โดยผู้หญิงมีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอดส่งกลิ่นเหม็น มีตกขาวสีเขียวและเป็นฟอง เจ็บขณะปัสสาวะ รวมทั้งอาจทำให้หญิงมีครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ส่วนผู้ชายสามารถติดเชื้อนี้ได้เช่นกันแต่มักไม่แสดงอาการ

  • ใช้ชีวิตร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไร ? ให้ปลอดภัย

    ผู้ที่อาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยเฉพาะคนในครอบครัวนั้น เป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ป่วย เชื้อเอชไอวีติดต่อได้ผ่านทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์ และจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ แต่ผู้ที่อยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็ควรต้องป้องกันตนเองจากการติดเชื้อด้วยเช่นกัน

  • การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมีความสำคัญอย่างไร?

    เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี และเชื้อเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  โดยจะทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4  ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง หากไม่ได้รับการรรักษา จะทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ วัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น 

    ด้วยปัจจุบันมีการพัฒนายารักษาคนที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป  หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี เริ่มทานยาต้านไวรัสโดยเร็ว  และทานยาสม่ำเสมอ ตรงเวลา โดยโรคเอดส์นี้เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้  ก่อนที่เราจะไปทราบการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เราต้องควรรู้ไว้ว่าโรคเอดส์ติดต่อได้ทางไหนบ้าง

  • ยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP) มีความแตกต่างกันอย่างไร?

    ยาเพร็พ (PrEP-Pre-Exposure Prophylaxis)

    คือ ยาที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หรือกินก่อนที่จะไปติดเชื้อเอชไอวี โดยเริ่มกินเตรียมไว้ก่อนจะมีโอกาสสัมผัสเชื้อ โดยการรับประทานยาวันละหนึ่งเม็ดทุกวัน ตัวยาจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย เมื่อตัวยาในร่างกายมีสูงมากพอจะสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีเกาะกับเม็ดเลือดขาวได้

    ยาเป๊ป (PEP- Post-Exposure Prophylaxis)

    คือ ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่เพิ่งสัมผัสเชื้อ ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หรือ สำหรับผู้ไม่ติดเชื้อที่บังเอิญหรือมีความจำเป็น หรือไม่ตั้งใจแต่ไปสัมผัสเชื้อเอชไอวี มาแล้ว โดยต้องกินยาต้านให้เร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ

  • ภาวะแทรกซ้อนของโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    มักมาจากการดูแลทำความสะอาดแผล และตุ่มใสจากเริม ได้ไม่ดี เช่น ตุ่มน้ำพองที่แตกกลับไม่แห้ง แต่กลายเป็นหนอง และติดเชื้อแบคทีเรียได้ ซึ่งโรคเริมที่อวัยวะเพศ อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนี้

    เสี่ยงติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น โดยเชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศ

    ในบางกรณีเริมที่อวัยวะเพศอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ ซึ่งอาการบวมที่เกิดขึ้นอาจขัดขวางช่องทางปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยต้องใช้ท่อสวนเพื่อระบายปัสสาวะ เป็นต้น

  • ตรวจคัดกรองไวรัสเอชไอวี

    ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีควรรีบเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ เนื่องจากการวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความกังวลใจ นอกจากนี้ถ้าผู้รับการตรวจติดเชื้อเอชไอวี จะทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว ได้รับทราบข้อมูลในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รวมถึงเทคนิคในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคเพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและนำไปสู่ผู้ป่วยโรคเอดส์เต็มขั้น