เข้าใจ NCDs ใน 10 นาที โรคที่ทุกคนเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว รักษาได้ที่ภูเก็ต

ในอดีต เมื่อพูดถึงคำว่า ความเจ็บป่วย หลายคนมักนึกถึงโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด วัณโรค หรือโรคระบาดต่าง ๆ ที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน ภัยคุกคามสุขภาพของมนุษย์กลับเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างเงียบ ๆ จากโรคที่ติดต่อได้ กลายเป็นโรคที่ ไม่ได้ติดจากใครเลย หากแต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง

Table of Contents

โรคกลุ่มนี้เรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งกำลังกลายเป็นสาเหตุการเจ็บป่วย และการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก รวมถึงคนไทย โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเครียด อาหารสำเร็จรูป และการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลง

สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคเหล่านี้ไม่ได้แสดงอาการทันทีเหมือนการติดเชื้อ แต่จะค่อย ๆ สะสมความเสี่ยงเป็นเวลาหลายปี จนเมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ ก็อาจเข้าสู่ระยะที่ต้องดูแลรักษาไปตลอดชีวิตแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเรียก NCDs ว่าเป็น ภัยเงียบของศตวรรษที่ 21

เข้าใจ NCDs ใน 10 นาที โรคที่ทุกคนเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว รักษาได้ที่ภูเก็ต

NCDs คืออะไร? 

NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คื อกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อโรคอื่น ๆ และไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัส อากาศ หรือสารคัดหลั่งได้ แต่โรคเหล่านี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า ปัจจัยเสี่ยงเชิงพฤติกรรม (Behavioral Risk Factors) ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว เช่น

  • การรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม มากเกินไป
  • การขาดกิจกรรมทางกาย หรือใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่งเป็นเวลานาน
  • การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • ความเครียดเรื้อรัง
  • การนอนหลับไม่เพียงพอ
  • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ

ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ป่วยทันที แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของร่างกาย เช่น การเผาผลาญผิดปกติ การอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงขึ้น หรือระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทำไม NCDs จึงถูกเรียกว่า Silent Killer — เพชฌฆาตเงียบ

หนึ่งในลักษณะที่อันตรายที่สุดของโรค NCDs คือ การดำเนินโรคแบบเงียบ (Silent Progression ร่างกายของมนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก แม้จะเริ่มมีความผิดปกติ ระบบต่าง ๆ ก็ยังคงทำงานต่อไปได้ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการเตือนในระยะแรก

ตัวอย่างเช่น

  • ความดันโลหิตสูง อาจไม่มีอาการเลยเป็นเวลาหลายปี
  • เบาหวานระยะแรก อาจไม่รู้สึกผิดปกติ
  • ไขมันในเลือดสูง ไม่ทำให้เจ็บปวดหรือไม่สบายตัว
  • หลอดเลือดหัวใจตีบ ค่อย ๆ แคบลงโดยไม่รู้ตัว

กว่าที่จะเริ่มมีอาการ เช่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก ชาปลายมือปลายเท้า หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็อาจเข้าสู่ระยะที่โรคพัฒนาไปมากแล้ว จึงเปรียบได้ว่า NCDs ไม่ได้ โจมตีทันที แต่เป็นการ ค่อย ๆ บั่นทอนสุขภาพทีละน้อย จนร่างกายไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป

ความแตกต่างระหว่างโรคติดต่อ กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ประเด็นโรคติดต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
สาเหตุเชื้อโรคพฤติกรรม + สิ่งแวดล้อม
การแพร่กระจายติดต่อได้ไม่ติดต่อ
ระยะเวลาเกิดโรครวดเร็วค่อย ๆ สะสม
การรักษาหายขาดได้หลายโรคต้องดูแลระยะยาว
การป้องกันเลี่ยงการติดเชื้อปรับพฤติกรรมชีวิต

กล่าวได้ว่า โรคติดต่อ ป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงเชื้อ แต่ NCDs ป้องกันด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิต

โรคในกลุ่ม NCDs ที่พบมากที่สุด

โรคไม่ติดต่อเรื้อรังไม่ได้มีแค่โรคเดียว แต่เป็น กลุ่มโรค ที่เชื่อมโยงกันด้วยสาเหตุเดียวกัน คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • โรคเบาหวาน เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง ร่างกายใช้อินซูลินได้ไม่ดี เสี่ยงจาก: กินหวานบ่อย น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย
  • โรคความดันโลหิตสูง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น หลอดเลือดเสื่อมเร็ว เสี่ยงจาก: อาหารเค็ม ความเครียด นอนน้อย
  • โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก เสี่ยงจาก: ไขมันสูง สูบบุหรี่ ขาดการเคลื่อนไหว
  • โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์–อัมพาต)เกิดจากหลอดเลือดตีบหรือแตก ส่งผลต่อสมองโดยตรง
  • โรคมะเร็งบางชนิดเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ อาหารแปรรูป
  • โรคอ้วนลงพุง ถือเป็น จุดเริ่มต้น ของ NCDs หลายโรค
NCDs ไม่ใช่เรื่องของวัย แต่เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ในโลกยุคใหม่

NCDs ไม่ใช่เรื่องของวัย แต่เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ในโลกยุคใหม่

ในอดีต โรคไม่ติดต่อเรื้อรังมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุ เพราะต้องใช้เวลานานในการสะสมความเสี่ยงกว่าจะเกิดความเจ็บป่วย แต่ในปัจจุบันภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน NCDs กลับพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน และเริ่มพบในคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ สะท้อนให้เห็นว่าโรคเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอายุเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับ รูปแบบการใช้ชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสังคมสมัยใหม่

การพัฒนาเทคโนโลยี และความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน แม้จะช่วยให้มนุษย์ทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่หน้าจอ ตั้งแต่การทำงาน การสื่อสาร ไปจนถึงความบันเทิง ส่งผลให้การใช้พลังงานลดลง และเกิดความเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภค และรูปแบบชีวิตที่เร่งรีบ ยังทำให้หลายคนละเลยการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน เช่น การเลือกอาหาร การพักผ่อน และการออกกำลังกาย เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกวัน จึงกลายเป็นตัวเร่งสำคัญของการเกิด NCDs

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

  • นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8–10 ชั่วโมง โดยแทบไม่ได้ขยับร่างกาย
  • สั่งอาหารเดลิเวอรี หรือรับประทาน อาหารแปรรูป–ฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ
  • ดื่มน้ำหวาน ชานม กาแฟหวานจัด หรือเครื่องดื่มชูกำลังบ่อยครั้ง
  • ใช้รถแทนการเดิน แม้ในระยะทางสั้น ๆ ทำให้กิจกรรมทางกายลดลง
  • นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน
  • มีความเครียดสะสมจากการทำงานหรือเศรษฐกิจ แต่ไม่มีวิธีจัดการความเครียด
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือไม่มีเวลาสำหรับการดูแลสุขภาพ
  • สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากกว่าการเคลื่อนไหวในชีวิตจริง

ผลที่เกิดขึ้นกับร่างกายจากพฤติกรรมเหล่านี้

พฤติกรรมข้างต้นไม่ได้ทำให้ป่วยทันที แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงระบบในร่างกาย เช่น

  • ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง → น้ำหนักเพิ่ม ไขมันสะสม
  • ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นจากความเครียด และอาหารเค็ม
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะไม่ได้ใช้งาน
  • เกิดการอักเสบเรื้อรังในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหลายโรค

NCDs ไม่ได้เกิดจากวันเดียว แต่เกิดจากการสะสม

โรคกลุ่มนี้ใช้เวลาเป็นปีหรือเป็นสิบปีในการพัฒนา เปรียบเหมือนการค่อย ๆ เติมน้ำลงแก้ว

กระบวนการพัฒนาของ NCDs โดยทั่วไป แม้แต่ละโรคจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่โดยภาพรวมแล้ว NCDs มักพัฒนาเป็นลำดับขั้น ดังนี้

ระยะเริ่มต้น — ร่างกายยังปรับตัวได้

เป็นช่วงที่ร่างกายยังสามารถชดเชยความผิดปกติได้ดี แม้จะมีพฤติกรรมเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว แต่ระบบต่าง ๆ ยังทำงานได้ใกล้เคียงปกติ ผู้คนในระยะนี้มักรู้สึกว่าสุขภาพแข็งแรง และไม่เห็นความจำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ลักษณะสำคัญของระยะนี้

  • ยังไม่มีอาการผิดปกติ
  • ผลตรวจสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ร่างกายเริ่มสะสมไขมัน น้ำตาล หรือความเครียดโดยไม่แสดงออก

ระยะเสี่ยง — ความผิดปกติเริ่มก่อตัว

เมื่อพฤติกรรมเดิมดำเนินต่อเนื่อง ร่างกายจะเริ่มแสดงสัญญาณทางชีวภาพ เช่น ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น น้ำตาลเริ่มเกินค่ามาตรฐาน หรือความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อย แม้ยังไม่ถือว่าเป็นโรคเต็มรูปแบบ แต่ถือเป็น สัญญาณเตือนสำคัญ

สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นในระยะนี้

  • ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานผิดปกติ
  • ไขมันสะสมในช่องท้องเพิ่มขึ้น
  • หลอดเลือดเริ่มเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • ความเสี่ยงต่อโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ระยะก่อนป่วย — ผลตรวจเริ่มผิดปกติชัดเจน

ระยะนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะร่างกายไม่สามารถควบคุมสมดุลได้ดีเหมือนเดิมแล้ว ผลตรวจสุขภาพมักแสดงค่าที่เกินเกณฑ์ เช่น ภาวะก่อนเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงระยะต้น หากยังไม่ปรับพฤติกรรม ความผิดปกติจะพัฒนาไปสู่โรคอย่างรวดเร็ว

ลักษณะของระยะก่อนป่วย

  • เริ่มมีการวินิจฉัยว่า มีความเสี่ยงสูง
  • อาจเริ่มมีอาการเล็กน้อย เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น
  • เป็นช่วงที่สามารถ ย้อนกลับได้ หากปรับพฤติกรรมทันเวลา

ระยะป่วย — กลายเป็นโรคเรื้อรังเต็มรูปแบบ

เมื่อความเสียหายสะสมถึงระดับหนึ่ง อวัยวะ และระบบต่าง ๆ จะไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อีก โรคจึงถูกวินิจฉัยอย่างชัดเจน และต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง บางกรณีจำเป็นต้องใช้ยาตลอดชีวิต เพื่อควบคุมอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ผลกระทบในระยะนี้

  • ต้องติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • มีข้อจำกัดด้านอาหาร การใช้ชีวิต หรือกิจกรรมบางอย่าง

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง NCDs มากที่สุด?

จริง ๆ แล้ว ทุกคนเสี่ยง แต่กลุ่มต่อไปนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • คนวัยทำงานที่นั่งนาน
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
  • คนที่เครียดสะสม
  • คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานหรือโรคหัวใจ
  • คนที่ชอบอาหารหวาน มัน เค็ม
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
สัญญาณเตือนของ NCDs ที่หลายคนมักมองข้าม

สัญญาณเตือนของ NCDs ที่หลายคนมักมองข้าม

แม้ NCDs มักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ร่างกายมักส่ง สัญญาณเล็ก ๆ ออกมา

อาการที่ควรสังเกต และความหมายที่อาจซ่อนอยู่

  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้ไม่ได้ออกแรงมาก แต่รู้สึกอ่อนล้า ไม่มีแรง หรือหมดพลังเร็วกว่าปกติ อาจสะท้อนถึงระบบเผาผลาญที่เริ่มทำงานผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน หรือหัวใจ และหลอดเลือดเริ่มทำงานหนักขึ้น
  • น้ำหนักขึ้นเร็ว โดยเฉพาะรอบเอว ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้องไม่ใช่เพียงเรื่องรูปร่าง แต่เป็นไขมันที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ การเพิ่มขึ้นของรอบเอวจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญของความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม
  • ปวดศีรษะบ่อย หรือมึนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตที่เริ่มสูงขึ้น ความเครียดสะสม หรือการไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหลายคนมักมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราว
  • นอนหลับไม่สนิท หรือหลับยาก การนอนที่ไม่มีคุณภาพส่งผลโดยตรงต่อฮอร์โมนควบคุมความหิว ความเครียด และระดับน้ำตาลในเลือด หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน และเบาหวานโดยไม่รู้ตัว
  • หิวน้ำบ่อย หรือรู้สึกคอแห้งง่าย อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น ร่างกายพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินผ่านปัสสาวะ ทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากกว่าปกติ
  • ใจสั่น เหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมเล็กน้อย เช่น เดินขึ้นบันได สะท้อนถึงสมรรถภาพหัวใจ และหลอดเลือดที่ลดลง หรือร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการทำกิจกรรมเดิมที่เคยทำได้สบาย
  • ตรวจสุขภาพแล้วพบค่าที่ เริ่มสูง แม้ยังไม่ถึงระดับโรค เช่น น้ำตาล ไขมัน หรือความดันที่เกินค่ามาตรฐานเล็กน้อย ภาวะนี้มักถูกเรียกว่า ระยะก่อนโรค ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้พัฒนาไปสู่โรคเรื้อรังเต็มรูปแบบ

NCDs ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด

เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับภาวะผิดปกติเรื้อรัง เช่น น้ำตาลสูง ความดันสูง หรือไขมันสะสมในหลอดเลือด ระบบต่าง ๆ จะทำงานหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการเสื่อมเร็วกว่าปกติ

สิ่งที่มักเกิดขึ้นกับร่างกาย ได้แก่

  • อวัยวะเสื่อมเร็วขึ้น หัวใจ ไต หลอดเลือด ตับ และดวงตา ต้องรับภาระหนักเป็นเวลานาน ทำให้เสื่อมก่อนวัยอันควร
  • ภูมิคุ้มกันลดลง ร่างกายที่มีการอักเสบเรื้อรังจะซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง ทำให้ติดเชื้อง่าย และฟื้นตัวช้ากว่าคนทั่วไป
  • เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ปลายประสาทเสื่อม หรือการสูญเสียการมองเห็น ซึ่งหลายภาวะไม่สามารถย้อนกลับได้

โรค NCDs จึงไม่ใช่แค่ โรคเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ตามมาเป็นชุด

5 หลักสำคัญ ลดเสี่ยง NCDs เริ่มได้ทันที

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง ไม่ได้เกิดขึ้น ข้ามคืน แต่ค่อย ๆ สะสมจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการป้องกันจึงไม่ใช่เรื่องยาก แค่ปรับวิถีชีวิตให้สมดุล ก็ลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

1.กินให้สมดุล (ไม่ใช่อด แต่ต้องเลือกให้เป็น)

การกินที่ดี ไม่ใช่การงดทุกอย่าง แต่คือการเลือกอาหารให้เหมาะกับร่างกาย

ควรทำ

  • ลดหวาน ลดมัน ลดเค็ม → ลดภาระตับอ่อน หัวใจ และหลอดเลือด
  • เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี → ได้ใยอาหาร วิตามิน และช่วยควบคุมน้ำตาล
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ → ช่วยระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น

ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว
  • เครื่องดื่มหวานจัด ชานม น้ำอัดลม
  • การกินดึกเป็นประจำ

หลักคิดง่าย ๆ:กิน ครบ ดีกว่ากิน เยอะ และกิน ธรรมชาติ ดีกว่าอาหารสำเร็จรูป

2.ขยับร่างกายทุกวัน (ไม่ต้องรอให้มีเวลา)

ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ เคลื่อนไหว ไม่ใช่นั่งทั้งวัน การไม่ขยับคือหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง NCDs ที่สำคัญที่สุด

ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนส แค่เพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

  • เดินวันละอย่างน้อย 30 นาที
  • ใช้บันไดแทนลิฟต์
  • ลุกยืดเส้นทุก 1 ชั่วโมง หากต้องนั่งทำงานนาน
  • ทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้ หรือเดินเล่นหลังอาหาร

ประโยชน์ที่ได้ทันที

  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ลดน้ำตาลในเลือด
  • ลดความดัน
  • ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

3.นอนให้พอ คือ ยาฟรี ที่ดีที่สุด

หลายคนมองข้ามการนอน ทั้งที่จริงแล้วการนอนคือช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง

ควรนอนวันละ 7–8 ชั่วโมง

  • การนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนความหิวผิดปกติ → กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ
  • ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

เคล็ดลับการนอนให้มีคุณภาพ

  • เข้านอนเวลาเดิมทุกวัน
  • ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน 1 ชั่วโมง
  • เลี่ยงคาเฟอีนช่วงเย็น

4. จัดการความเครียด เพราะความเครียดเรื้อรังคือ ตัวเร่งโรค

ความเครียดไม่ได้กระทบแค่จิตใจ แต่ส่งผลต่อร่างกายโดยตรง เมื่อเครียดนาน ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ความดันสูง น้ำตาลเพิ่ม และอักเสบเรื้อรัง

วิธีจัดการความเครียดแบบง่าย ๆ

  • ฝึกหายใจลึก ๆ วันละ 5 นาที
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด
  • ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้
  • ลดเวลาหน้าจอ และพักสายตาจากข่าวสารที่กระตุ้นความกังวล

จำไว้ว่า:การพัก ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการดูแลสุขภาพ

5. ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ รู้ก่อน ป้องกันได้ก่อน

NCDs จำนวนมาก ไม่แสดงอาการ ในระยะแรก หลายคนรู้ตัวอีกทีเมื่อโรคลุกลามแล้ว

การตรวจสุขภาพประจำปีช่วยให้

  • ตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ยังไม่ป่วย
  • ควบคุมน้ำตาล ไขมัน และความดันได้ทันเวลา
  • ปรับพฤติกรรมก่อนต้องใช้ยา

การตรวจเลือดปีละครั้ง คือเครื่องมือสำคัญในการหยุดโรคก่อนจะสายเกินไป

สูตร 10 นาที ดูแลตัวเองแบบง่ายในชีวิตประจำวัน

เริ่มต้นสุขภาพดีได้ ด้วย กฎ 10 นาที ที่ทำได้จริง ไม่ต้องมีเวลามาก

หลายคนคิดว่าการดูแลสุขภาพต้องใช้เวลานาน ต้องออกกำลังกายหนัก หรือเปลี่ยนชีวิตแบบสุดขั้ว แต่ความจริงแล้ว งานวิจัยด้านสุขภาพพบว่า การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ สามารถลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs) ได้อย่างชัดเจน

 กฎ 10 นาที จึงเป็นวิธีเริ่มต้นที่ง่าย เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลา แต่อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้นในทุกวัน

1. เดินเร็ว 10 นาทีหลังอาหาร

การเดินหลังมื้ออาหาร คือหนึ่งในวิธีควบคุมน้ำตาลในเลือดที่ง่ายที่สุด

ช่วยอะไรได้บ้าง

  • ลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร (ลดเสี่ยงเบาหวาน)
  • กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น
  • ลดไขมันสะสม โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง
  • ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดี ไม่แน่นท้อง

ทำอย่างไรให้ได้ผล

  • เดินต่อเนื่อง 10 นาที ไม่ต้องเร็วมาก แต่ให้หัวใจเต้นเพิ่มขึ้น
  • เลี่ยงการนั่งหรือเอนตัวทันทีหลังอาหาร
  • ทำได้ทุกมื้อ โดยเฉพาะมื้อเย็นจะช่วยลดการสะสมพลังงาน

แค่เดินวันละ 10 นาที ก็ช่วย ตัดวงจรน้ำตาลพุ่ง ได้แล้ว

2. ยืดกล้ามเนื้อ 10 นาที ลดออฟฟิศซินโดรม ลดการอักเสบสะสม

การนั่งนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อตึง เลือดไหลเวียนไม่ดี และเป็นจุดเริ่มของอาการปวดเรื้อรัง การยืดเหยียดวันละ 10 นาที ช่วยรีเซ็ตร่างกายได้อย่างมาก

ประโยชน์

  • ลดอาการปวดคอ บ่า หลัง
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด และออกซิเจน
  • ลดความเสี่ยงข้อเสื่อมก่อนวัย
  • ทำให้ร่างกายเผาผลาญดีขึ้น

ท่าง่าย ๆ ที่ควรทำ

  • หมุนไหล่ คลายบ่า
  • ก้มแตะปลายเท้า ยืดหลัง
  • เหยียดแขน เปิดอก ลดอาการไหล่ห่อ
  • หมุนคอช้า ๆ ลดตึงเครียดสะสม

การยืดตัว ไม่ใช่แค่คลายเมื่อย แต่คือการลดการอักเสบที่นำไปสู่โรคเรื้อรัง

3. ฝึกหายใจผ่อนคลาย 10 นาที รีเซ็ตความเครียดทั้งระบบ

ความเครียดเรื้อรังคือ ตัวเร่ง ของความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจ การฝึกหายใจลึก เป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลระบบประสาทได้เร็วที่สุด

ผลที่เกิดขึ้นในร่างกาย

  • ลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol)
  • ความดันลดลง
  • หัวใจเต้นสม่ำเสมอขึ้น
  • สมองปลอดโปร่ง นอนหลับดีขึ้น

วิธีฝึกง่าย ๆ

  • หายใจเข้าช้า ๆ นับ 1–4
  • กลั้นไว้ 1–2 วินาที
  • หายใจออกยาว ๆ นับ 1–6
  • ทำซ้ำ 10 นาที

การหายใจที่ถูกต้อง คือ ยาคลายเครียดธรรมชาติ ที่ร่างกายสร้างเองได้

4. เลือกอาหารดีต่อสุขภาพเพิ่ม 1 มื้อ (ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งวัน)

หลายคนล้มเหลวในการดูแลสุขภาพ เพราะพยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แต่ความจริงแล้ว แค่เลือก เพิ่ม 1 มื้อที่ดี ในแต่ละวัน ก็เพียงพอที่จะเริ่มเปลี่ยนร่างกาย

ตัวอย่างการปรับง่าย ๆ

  • เปลี่ยนข้าวขาว → ข้าวกล้อง
  • เพิ่มผักครึ่งจาน
  • เลือกโปรตีนไม่ติดมัน
  • ลดเครื่องดื่มหวาน เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า
  • ผลไม้แทนขนม

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทำต่อเนื่อง

  • น้ำหนักค่อย ๆ ลดโดยไม่ต้องอด
  • ระดับไขมันดีขึ้น
  • น้ำตาลในเลือดเสถียร
  • ลดความอยากอาหารจุกจิก

ไม่ต้อง ไดเอต แค่ เลือกดีขึ้นวันละมื้อ ก็เปลี่ยนสุขภาพได้

ทำทุกวัน = ลดความเสี่ยงมหาศาล (เพราะสุขภาพสร้างจากความสม่ำเสมอ)

กฎ 10 นาที อาจดูเล็กน้อยในแต่ละวัน แต่เมื่อทำต่อเนื่อง ร่างกายจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปแบบที่แทบไม่รู้ตัว

สิ่งที่คุณจะเริ่มสังเกตได้ใน 4–8 สัปดาห์

  • เหนื่อยน้อยลง
  • นอนหลับดีขึ้น
  • น้ำหนัก และรอบเอวเริ่มลด
  • ความดัน และน้ำตาลมีแนวโน้มดีขึ้น
  • อารมณ์นิ่งขึ้น เครียดน้อยลง
การป้องกัน NCDs

การป้องกัน NCDs 

การป้องกัน NCDs คือ การปรับสมดุลการใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลดการอักเสบ ลดภาระของอวัยวะ และช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

1. เลือกกินอย่างมีคุณภาพ มากกว่ากินตามความสะดวก

อาหารคือปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเสี่ยงของ NCDs โดยตรง เพราะสิ่งที่เรากินทุกวันจะส่งผลต่อระดับน้ำตาล ไขมัน ความดัน และการอักเสบในร่างกาย

แนวทางที่ควรปรับ

  • ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ที่กระตุ้นโรคหัวใจ และเบาหวาน
  • เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชที่ให้ใยอาหารสูง
  • เลือกโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา ไข่ ถั่ว แทนเนื้อแปรรูป
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และฟาสต์ฟู้ดที่มีโซเดียม และไขมันสูง
  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ลดเครื่องดื่มน้ำตาล
  • ฝึกกินให้ช้าลง เพื่อให้ร่างกายรับรู้ความอิ่มอย่างเหมาะสม

2. ขยับร่างกายให้มากขึ้น ลดพฤติกรรมนั่งนาน

การนั่งนานเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ NCDs แม้จะออกกำลังกายเป็นครั้งคราว แต่หากนั่งทั้งวัน ระบบเผาผลาญก็ยังทำงานลดลง

แนวทางที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

  • เดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที
  • ลุกยืนหรือยืดเส้นทุก 1 ชั่วโมง
  • ใช้บันไดแทนลิฟต์เมื่อทำได้
  • เดินคุยโทรศัพท์แทนการนั่ง
  • จอดรถไกลขึ้นเล็กน้อยเพื่อเพิ่มการเดิน
  • ทำงานบ้าน ทำสวน หรือกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหว

3. นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อฟื้นฟูระบบร่างกาย

การนอนคือช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ควบคุมฮอร์โมน และปรับสมดุลการเผาผลาญ หากนอนน้อยเรื้อรัง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ

แนวทางช่วยให้การนอนมีคุณภาพ

  • นอนให้ได้ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน
  • เข้านอน และตื่นให้เป็นเวลา
  • ลดการใช้หน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีนช่วงเย็น
  • จัดห้องนอนให้มืด เงียบ และผ่อนคลาย

4. จัดการความเครียด ก่อนกลายเป็นตัวกระตุ้นโรค

ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาล ความดัน และการอักเสบ ส่งผลโดยตรงต่อการเกิด NCDs

วิธีลดความเครียดที่ทำได้จริง

  • ฝึกหายใจลึก ๆ วันละไม่กี่นาที
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด
  • ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ
  • ลดเวลารับข่าวสารหรือหน้าจอที่มากเกินไป
  • วางแผนชีวิต และพักผ่อนอย่างสมดุล
  • ใช้เวลากับครอบครัวหรือคนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

5. ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เพื่อรู้ทันก่อนเกิดโรค

NCDs มักไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจสุขภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่ควรตรวจเป็นประจำ

  • ระดับน้ำตาลในเลือด
  • ไขมันในเลือด
  • ความดันโลหิต
  • ดัชนีมวลกาย และรอบเอว
  • การทำงานของตับ และไต (ตามคำแนะนำแพทย์)

การตรวจปีละครั้งสามารถช่วยค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

NCDs ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ สะสมจากการใช้ชีวิตในแต่ละวัน จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เรามองว่าไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่กิน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง หรือความเครียดที่สะสมโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดซ้ำ ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงร่างกาย จนวันหนึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของโรคเรื้อรัง

เราทุกคนจึงมีทางเลือกอยู่เสมอ ว่าจะปล่อยให้ความเคยชินเดิม ๆ ค่อย ๆ ทำร้ายสุขภาพ หรือจะเริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างรากฐานของชีวิตที่แข็งแรง ยืนยาว และมีคุณภาพมากขึ้นในอนาคต

การป้องกัน NCDs ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการ หรือรอให้แพทย์บอกว่าเริ่มป่วยแล้ว การดูแลสุขภาพสามารถเริ่มได้ทันทีจากสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า ไม่ได้เกิดจากการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Noncommunicable diseases – Key facts and global statistics. อธิบายความหมาย ภาระโรค และปัจจัยเสี่ยงหลักของ NCDs ทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
    https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/noncommunicable-diseases
  • World Health Organization (WHO). Global Health Observatory: NCD risk factors. ข้อมูลเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ อาหารไม่เหมาะสม และการไม่ออกกำลังกาย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
    https://www.who.int/data/gho/data/themes/topics/noncommunicable-diseases-risk-factors
  • World Health Organization (WHO Thailand). Noncommunicable Diseases in Thailand. กล่าวถึงสถานการณ์ NCDs ในประเทศไทยและแนวทางลดปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาสูบ อาหารไม่เหมาะสม และมลพิษ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
    https://www.who.int/thailand/our-work/NCDs
  • World Health Organization (WHO). NCD Risk Factors and Conditions Framework. อธิบายความเชื่อมโยงของพฤติกรรมเสี่ยงกับความดันโลหิตสูง โรคอ้วน น้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
    https://www.who.int/gho/ncd/risk_factors/en/
  • Roy, M. et al. Prevalence and Major Risk Factors of Non-communicable Diseases: A Cross-Sectional Study. งานวิจัยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอายุ เพศ และภาวะอ้วนกับการเกิด NCDs. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
    https://arxiv.org/abs/2303.04808

Similar Posts

  • โรคมาลาเรีย

    โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) ไข้ป่า หรือไข้จับสั่น คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว ในกลุ่มพลาสโมเดียม ที่มียุงก้นปล่องเพศเมีย เป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรียสู่คนจากการเข้าป่า และถูกยุงกัดจนทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรคมาลาเรียอาจทำให้มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตวาย ไข้มาลาเรียขึ้นสมองอาจทำให้มีอาการชักเกร็ง อวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบจนกระทั่งเสียชีวิต โดยมักพบโรคนี้ในเขตที่มีภูมิอากาศร้อนชื้นและมีแหล่งน้ำขังตามธรรมชาติมาก ซึ่งเป็นที่อาศัยของยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะนำโรค

  • โรคไหลตาย คืออะไร? ภัยเงียบที่คร่าชีวิตขณะหลับแบบไม่รู้ตัว

    การตายระหว่างหลับเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นแบบเงียบงัน ไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน และมักเกิดขึ้นกับคนที่ดูเหมือน สุขภาพดี ก่อนเข้านอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาการนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า Sudden Unexplained Death Syndrome (SUDS) หรือที่ในไทยมักเรียกกันว่า โรคไหลตาย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

    แม้จะมีงานวิจัยจำนวนมากพยายามค้นหาสาเหตุที่แท้จริง แต่โรคไหลตายก็ยังคงเป็นหนึ่งในภาวะทางการแพทย์ที่คลุมเครือ และสับสนสำหรับประชาชนทั่วไป เราจะพาคุณทำความเข้าใจว่าโรคไหลตายคืออะไร เกิดจากอะไร ใครเสี่ยงมากที่สุด มีอาการเตือน หรือไม่ และจะป้องกันได้อย่างไร?

  • ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง

    โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่พบบ่อย บางรายอาจมีภาวะดังกล่าวนานหลายปีโดยไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่แสดงอาการ แต่สร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ควรให้ความสำคัญกับโรคความดันโลหิต  เพราะการได้รับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีนั้น ช่วยไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในอนาคต เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายระยะสุดท้าย โรคความดันโลหิตสูงมักจะพัฒนาต่อเนื่องในช่วงหลายปีและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย  

    ฉะนั้นการควบคุมความดันโลหิต ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของตนเอง และการรักษาโดยการรับประทานยา ซึ่งจะช่วยให้ความดันโลหิตกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม ลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ และดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • โรคเอ็ดเวิร์ดซินโดรม

    เอ็ดเวิร์ด ซินโดรม (Edward’s Syndrome หรือ Trisomy 18) คือ โรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวของกับความผิดปกติของโครโมโซม เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง ซึ่งความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นหากมารดามีอายุมากขึ้น ทำให้มีอาการผิดปกติจากคนทั่วไป เช่น ปัญญาอ่อน ปากแหว่ง เพดานโหว่ ปากและกรามเล็ก คางเว้า ขากรรไกรสั้น หูต่ำกว่าคนปกติ มีรอยพับย่นบนเปลือกตา นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติเกี่ยวกับม่านตา ผิวทับซ้อนกันขณะกำมือ นิ้วมือบิดงอ กำแน่น และไม่พัฒนา สะดือจุ่น อัณฑะไม่ลงไปในถุง ปอด และระบบย่อยอาหารผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับไต หัวใจพิการ น้ำหนักน้อย โดนส่วนใหญ่จะพบในเด็กทารกผู้หญิง และเสียชีวิตตั้งแต่ก่อน 1 ขวบ

  • โรคไขมันในเลือดสูง

    โรคไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) เป็นภาวะที่ตรวจเลือดพบว่ามีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ อาจเป็นระดับคอเลสเตอรอลสูง หรือระดับไตรกลีเซอไรด์สูง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสูงทั้งสองชนิดก็ได้ ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เส้นเลือดตีบอุดตัน เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

  • ทำความรู้จักกับยาปฏิชีวนะ คืออะไร?

    ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)  หรือเรียกันสั้น ๆ ว่ายาฆ่าเชื้อ  คือ ยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่า หรือยับยั้งการเจริญเติบ หรือต้านจุลชีพซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย างคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (แอนติแบคทีเรียล/Antibacterial)  หรือ ยาต้านจุลชีพ(Antimicrobial agent/drug) ในร่างกายของมนุษย์จะมีระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น เม็ดเลือดขาวที่ใช้ป้อง กันการบุกรุกของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อาทิ เชื้อวัณโรค เป็นต้น ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เชื้อโรคมีมากจนภูมิต้านทาน หรือเม็ดเลือดขาวสู้ไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องหาผู้ช่วย เช่น ยาปฏิชีวนะ เข้ามาเป็นกำลังเสริม