ฝี คืออะไร?

การเกิดฝี หรือตุ่มหนองที่มีการติดเชื้อ พบได้บ่อยในหลายอวัยวะ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ปล่อยไว้เดี๋ยวหายเอง จริง ๆ แล้วฝีที่ไม่ได้รักษา อาจทำให้เกิดอันตรายได้

ฝี เป็นโพรงหนองที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ในร่างกาย ทั้งบนผิวหนัง ในปาก หรืออวัยวะภายใน เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ เซลล์เม็ดเลือดขาวจะเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค จนเกิดการสะสมของเม็ดเลือดขาวขึ้นภายในเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย ทําให้เกิดการอักเสบและเกิดเป็นก้อนขึ้น เมื่อก้อนนั้นมีหนองซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาว เนื้อเยื่อ เชื้อโรคที่ยังมีชีวิตอยู่และตายแล้วรวมทั้งของเหลว จะกลายเป็นฝี

ฝีบนผิวหนังนั้นพบได้บ่อยกว่าฝีในปากและที่อวัยวะภายใน เมื่อพบว่ามีฝี ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ฝี คืออะไร

ฝี คืออะไร?

ฝี (Abscess, Boils หรือ Furuncles) คือ เนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อจนก่อให้เกิดลักษณะเป็นก้อน ส่วนใหญ่มักเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ฝีมักมีลักษณะกลมภายในเป็นหนอง หรือบวมขึ้นกลัดหนองข้างใน (เป็นการอักเสบของต่อมไขมันและที่ขุมขนของผิวหนัง) หรือเป็นตุ่มหนองอักเสบสะสมใต้ผิวหนัง หนองมีกลิ่นเหม็น เจ็บปวดเมื่อสัมผัสโดน และก่อตัวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และเชื้อโรค ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย

สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอกและอวัยวะภายใน หากเป็นฝีที่ผิวหนังภายนอกที่มีขนาดเล็กและไม่มีการเจ็บป่วยรุนแรง อาการอาจจะดีขึ้นและฝีอาจจะหายไปเอง แต่หากเป็นฝีที่อวัยวะภายใน จะค่อนข้างเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม

สาเหตุการเกิดฝี 

ฝี โดยทั่วไปฝีเกิดจากเชื้อโรคได้หลายชนิด ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และอะมีบา แต่ส่วนใหญ่แล้วฝีมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) เป็นแบคทีเรียที่ทําให้เกิดฝีบ่อยที่สุด เชื้อรา เชื้อไวรัส หรือเชื้อปรสิตมักไม่ค่อยทําให้เกิดฝี โดยเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวต่อสู้กับแบคทีเรียที่บุกรุกเข้ามาในร่างกาย เนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงจะเกิดการอักเสบและตายลง ทําให้เกิดก้อนหนองหรือฝี

นอกจากนี้ยังอาจเกิดได้จากสิ่งแปลกปลอมภายนอกอื่น ๆ เช่น เศษวัสดุ กระสุน หรือการถูกเข็มทิ่ม ฯลฯ และฝีอาจติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกผู้ป่วยโดยตรง

ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นฝี มีดังนี้

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะเป็นตัวสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
  • ผู้ที่รับประทานยาสเตียรอยด์เป็นประจำ เพราะยาประเภทนี้จะไปกดระบบภูมิคุ้มกันที่คอยต่อต้านเชื้อโรค
  • ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ staph ส่วนใหญ่มักพบในโรงพยาบาล
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่นสิว หรือโรคเรื้อนกวาง
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ติดเชื้อเอชไวี
  • ผู้ที่มีปัญหาด้านโภชนาการ เช่น ขาดสารอาหาร โลหิตจาง เป็นความผิดปกติที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ จึงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่ายกว่าปกติ เป็นต้น

ประเภทของฝี

ฝีบนผิวหนัง

ฝีที่ผิวหนัง เป็นฝีที่ก่อตัวขึ้นบริเวณใต้ผิวหนัง โดยบริเวณรากผมหรือขนที่เกิดการติดเชื้อจะพัฒนาจนเกิดฝี มีอาการ คือ ฝีเกิดการอักเสบบวมแดง เจ็บปวด รู้สึกแสบร้อน ในบางครั้งการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นในทรวงอกของผู้หญิงที่ให้นมบุตรได้กลายเป็นฝีที่เต้านม และบริเวณต่อมใต้ผิวหนังที่แคมอวัยวะเพศหญิงอาจเกิดการอักเสบกลายเป็นฝีที่เรียกว่า ฝีต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s Abscess)

เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นใต้ผิวหนังและรักษาได้ง่าย

  • ฝีรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อ ซึ่งทําให้ผิวหนังของรักแร้บวมแดงและกดเจ็บ
  • ฝีที่เต้านม พบได้บ่อยในมารดาที่ให้นมบุตร เนื่องจากการติดเชื้อที่เต้านม คือ ภาวะเต้านมอักเสบ ที่มีก้อนฝีหนองอยู่ภายใน เกิดต่อเนื่องมาจากภาวะเต้านมอักเสบ ที่ไม่ได้รับการรักษา เต้านมอักเสบที่อาการไม่ดีขึ้น หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา
  • ฝีต่อมบาร์โธลิน เกิดในต่อมบาร์โธลินบริเวณผิวหนังที่แคมอวัยวะเพศหญิง
  • ฝีที่ก้น เกิดบริเวณผิวหนังที่รอยแยกหรือร่องก้น
  • ฝีบริเวณทวารหนัก เป็นฝีที่เกิดภายในทวารหนัก(จะเกิดที่ลำไส้ตรงและทวารหนัก)

ฝีในปาก

ฝีอาจเกิดขึ้นได้บริเวณฟัน เหงือก และลําคอ หากฝีเกิดขึ้นรอบ ๆ ฟันจะเรียกว่าฝีในฟันหรือฟันเป็นหนอง  โดยแบ่งออกได้เป็น

  • ฝีที่เหงือก มักส่งผลต่อเหงือก ไม่ส่งผลกระทบต่อฟัน
  • ฝีที่ปลายรากฟัน เกิดขึ้นที่ปลายรากฟันเนื่องจากฟันผุหรือได้รับบาดเจ็บ
  • ฝีบริเวณรอบฟัน เกิดจากโรคปริทันต์อักเสบหรือโรคเหงือก มักส่งผลต่อกระดูกและเนื้อเยื่อที่รองรับฟัน
  • ฝีโพรงที่ฟัน เกิดบริเวณเนื้อใต้ฟัน หรือบริเวณเหงือกและกระดูกกรามใต้ฟัน

ฝีในปากชนิดอื่น ได้แก่

  • ฝีต่อมทอนซิล มักพบในวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว
  • ฝีในช่องคอส่วนลึก เกิดขึ้นเมื่อต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังลําคอเกิดการติดเชื้อ
  • ฝีรอบทอนซิล (หนองบริเวณรอบต่อมทอนซิล) – เป็นฝีที่เกิดขึ้นระหว่างต่อมทอนซิล ในช่องปาก และผนังด้านในลำคอ
ฝีที่อวัยวะภายใน

ฝีที่อวัยวะภายใน

ฝีที่อวัยวะภายใน เป็นฝีที่ก่อตัวขึ้นบริเวณอวัยวะภายในหรือในบริเวณที่ว่างระหว่างอวัยวะภายในร่างกาย อาการแสดงขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดฝี โดยฝีภายในร่างกายมักเกิดจากอาการเจ็บป่วยอย่างอื่นที่ส่งผลทำให้เกิดฝี เช่น การติดเชื้อในตับทำให้เกิดฝีในตับ การติดเชื้อในเหงือกและฟันทำให้เกิดฝีและฟันเป็นหนองได้ เป็นต้น

ฝีที่อวัยวะภายใน ซึ่งอาจเกิดได้ในสมอง บนไขสันหลัง หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ นั้นมักพบได้น้อยกว่า โดยการตรวจวินิจฉัยและการรักษาฝีที่อวัยวะภายในนั้นจะทำได้ยากกว่าฝีชนิดอื่น ๆ

  • ฝีไขสันหลัง เกิดบริเวณโดยรอบไขสันหลัง
  • ฝีในช่องท้อง อาจพบภายในหรือใกล้ไต ตับอ่อน หรือตับ
  • ฝีในสมอง มักพบได้น้อย โดยเกิดจากการที่แบคทีเรียในกระแสเลือด แผล หรือการติดเชื้อที่บริเวณศีรษะเดินทางเข้าสู่สมอง หรือเกิดภายในเนื้อสมองใต้กะโหลกศีรษะ เป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ฝีในรังไข่ พบได้น้อย เชื่อว่าเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียกระจายเข้าไปในแคปซูลของรังไข่ มักเป็นข้างเดียว และเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังคลอด ก้อนหนองอาจแตก และทำให้มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบตามมาได้
  • ฝีในตับ เกิดจากการที่ตับติดเชื้อ และเกิดมีฝี/หนองขึ้นในตับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงฝีเดียวตำแหน่งเดียว หรือหลายฝีก็ได้ โดยอาจเกิดร่วมกับที่อวัยวะอื่น ๆ เกิดมีฝีร่วมด้วย หรือเกิดมีฝีเฉพาะในตับก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคฝีในตับที่พบได้ มีทั้งตับอักเสบชนิดฝีบิดอะมีบา และฝีแบคทีเรีย
  • ฝีในปอด เกิดจากการที่ปอดมีการอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้เกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดเป็นโพรงหนอง

อาการของฝี

ฝีบนผิวหนังจะปรากฏเป็นตุ่มหนอง ผิวหนังรอบฝีจะแดงบวม และอาจทำให้เกิดอาการ เช่น

  • ปวด
  • มีไข้และหนาวสั่น
  • คลื่นไส้ วิงเวียน
  • หนาวสั่น
  • บวม
  • เกิดแผลบนผิวหนัง
  • ผิวหนังอักเสบ
  • มีน้ำหนองไหลออกจากหัวฝี
  • เจ็บปวดบริเวณรอบๆหัวฝี หากจับบริเวณหัวฝีแล้วจะรู้สึกแสบร้อน

ฝีในปากเกิดขึ้นที่เหงือก กราม พื้นปาก หรือภายในกระพุ้งแก้ม ทําให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดฟันอย่างรุนแรงหรือเสียวฟัน
  • อ้าปาก เคี้ยวหรือกลืนลำบาก
  • มีไข้

ฝีในผิวหนังชั้นลึกหรือภายในร่างกายอาจไม่ก่อให้เกิดอาการชัดเจน แต่ผู้ป่วยอาจมีอาการซึ่งเกี่ยวข้องกับอวัยวะที่เกิดฝี ยกตัวอย่างเช่น  

  • มีอาการปวดและกดเจ็บ
  • มีไข้หนาวสั่น
  • รู้สึกเหนื่อย
  • เหงื่อออกมาก
  • ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด

การรักษาฝี

การรักษาฝีสามารถรักษาได้ด้วยตัวเองที่บ้าน ฝีบนผิวหนังขนาดเล็กอาจหายได้เอง เมื่ออยู่บ้านผู้ป่วยอาจประคบอุ่นบนฝีเพื่อกระตุ้นให้ฝีระบายออกเองตามธรรมชาติ  และควรหลีกเลี่ยงการบีบกด หรือใช้เข็มเจาะฝีด้วยตนเองเพื่อให้ของเหลวไหลออกมา เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงและอาจสร้างความเสียหายแก่เส้นเลือดบริเวณดังกล่าวได้

การใช้ยาปฏิชีวนะ

แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ dicloxacillin หรือ cephalexin กรณีที่พบอาการรุนแรงของฝีหากผู้ป่วยมีภาวะเหล่านี้

  • การเกิดฝีบริเวณใบหน้า
  • การติดเชื้อของผิวหนังและเนื้อเยื่ออย่างเฉียบพลัน
  • มีฝีที่หัว
  • ระบบภูมิคุ้มกันแทรกซ้อน

การระบายหนองออก

ผู้ป่วยเป็นฝี หากหัวฝีมีลักษณะเป็นหัวแข็ง หนองไม่สามารถระบายออกได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยให้แพทย์ใช้วิธีระบายหนองออก แพทย์อาจใช้วิธีใข้ยาระงับการปวด และใช้วิธีผ่าฝีเพื่อเอาหนองในหัวฝีออก วิธีนี้จะทำไม่เกิดฝีซ้ำอีก หลังจากผ่าตัดเรียบร้อยแล้วแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อช่วยสมานแผล และช่วยให้แผลหายเร็วเพื่อป้องกันการติดเชื้อต่อไป

ขณะที่อยู่ที่บ้านผู้ป่วยควรตรวจดูแผลและเปลี่ยนผ้าก๊อสถ้าเปียกชุ่ม  โดยแผลจะเริ่มตกสะเก็ด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแผลกำลังจะหาย ซึ่งมักหายสนิทภายใน 2 สัปดาห์

การรักษาฝี

การรักษาฝีที่เหงือก

ผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ แพทย์จะผ่าฝีเพื่อระบายหนอง และทำการถอนฟัน หรือรักษารากฟันในบางราย การรักษาฝีในปากนั้นจำเป็นมากเนื่องจากเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ ทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อ

การรักษาฝีที่อวัยวะภายใน

แพทย์จะทำการใช้เข็มเจาะเพื่อรักษาฝีที่อวัยวะภายใน โดยอาจให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่หรือทั่วร่างกาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของฝี  แพทย์จะทำการอัลตราซาวนด์หรือ CT scan เพื่อระบุตำแหน่งที่ต้องการแทงเข็ม  และกรีดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนังเพื่อใส่สายสวนสำหรับการระบายหนองเข้าไปในถุงรองรับด้านนอก โดยอาจติดถุงไว้กับตัวผู้ป่วยเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้นเพื่อให้หนองที่ค้างอยู่ไหลออกมาได้หมด

ทั้งนี้ การรักษาฝีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝี ชนิดและบริเวณที่เกิดฝี และดุลยพินิจของแพทย์

ติดต่อเรา

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • โรคพิษสุนัขบ้า

    โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือโรคกลัวน้ำ (Hydrophobia) คือ โรคติดเชื้อในระบบประสาทและเยื่อบุสมอง เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่มีอันตรายร้ายแรง โดยผู้ป่วยที่สัมผัสกับสัตว์ติดเชื้อ จะได้รับเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในตระกูล Rhabdoviridae ผ่านทางน้ำลายของสัตว์ที่กัด 

    ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สุนัข แมว ลิง กระรอก ค้างคาว สุนัขจิ้งจอก สกังก์ แรคคูน พังพอน ฯลฯ พาหะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย คือ สุนัข ประมาณ 90% รองลงมาคือแมว ส่วนในต่างประเทศมักเกิดจากสัตว์ป่ากินเนื้อต่าง ๆ เช่น สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า Jaguar ฯลฯ และสำหรับในแถบประเทศลาตินอเมริกานั้น ยังพบพาหะที่สำคัญคือ ค้างคาวดูดเลือด (Vampire bat)

  • ทำความรู้จัก PMS และ PMDD เกี่ยวข้องอย่างไรกับประจำเดือน

    ผู้หญิงทุกคน คุณเคยมีอาการดังต่อไปนี้หรือเปล่า? อารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน เศร้า หดหู่ เซ็ง หงุดหงิดง่าย ร้องไห้บ่อย ปวดหัวตัวร้อนไข้ขึ้น ตัวบวมท้องอืด  น่าเบื่อไปหมดทุกอย่าง อาการเหวี่ยงวีนของสาวๆ บางทีสาวๆ อย่างเราก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย ซึ่งจะเป็นช่วงสัปดาห์ก่อนประจำเดือน อาการเหล่านี้ เป็นสัญญาณบอกว่าประจำเดือนกำลังจะมา เรามาเช็คอาการที่มักจะเป็นก่อนมีประจำเดือน ว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มอาการแบบไหน ต้องรักษาไหม?

  • โรคตับ

    โรคตับ (Liver disease)  เป็นโรคที่เกิดจากการที่ตับได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดแผลเป็นแบบถาวร จนทำให้เป็นพังผืดขึ้นในเนื้อตับ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับช้าลง เริ่มตั้งแต่การผลิตโปรตีน การจัดการกับสารพิษในร่างกาย การไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับไม่สะดวก หรือบางกรณีอาจปิดกั้นไปเลยก็มี ขึ้นอยู่กับอาการว่าเป็นหนักหนาแค่ไหน ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวน และอาจนำพาให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้เช่นกัน เช่น เลือดออกง่าย และมีของเสียต่างๆสะสมในร่างกาย จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้

  • โรคเบาหวาน

    โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถผลิตหรือใช้อินซูลินอย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างถูกต้อง โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก และมักจะเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมทางการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง น้ำหนักที่เกินกว่าเหมาะสม การออกกำลังกายไม่เพียงพอ และความเครียดในชีวิตประจำวัน

  • โรคลมชัก

    โรคลมชัก (Seizures/Epilepsy) หรือลมบ้าหมู (Grand mal) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย หรือเกิดจากเซลล์สมองที่ทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้า และปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ระบบประสาทเกิดความผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมตนเอง หรือเกิดอาการชักซ้ำๆ  โดยอาการแสดงที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นส่วนใดของสมองที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาไม่นาน มักเกิดขึ้นทันทีและหยุดเอง แต่อาการมักเกิดซ้ำขึ้นเรื่อยๆ 

    นอกเหนือจากการชักเกร็งกระตุกทุกส่วนของร่างกายนั้น อาจจะมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชัก หรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้  โดยอาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม หากปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อยๆ และไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ความจำเลอะเลือนชั่วคราว หรือหากมีอาการกำเริบขึ้นกะทันหันอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

  • โรคมาลาเรีย

    โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) ไข้ป่า หรือไข้จับสั่น คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว ในกลุ่มพลาสโมเดียม ที่มียุงก้นปล่องเพศเมีย เป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรียสู่คนจากการเข้าป่า และถูกยุงกัดจนทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรคมาลาเรียอาจทำให้มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตวาย ไข้มาลาเรียขึ้นสมองอาจทำให้มีอาการชักเกร็ง อวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบจนกระทั่งเสียชีวิต โดยมักพบโรคนี้ในเขตที่มีภูมิอากาศร้อนชื้นและมีแหล่งน้ำขังตามธรรมชาติมาก ซึ่งเป็นที่อาศัยของยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะนำโรค