โรคหลอดลมอักเสบ

โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นท่อที่นำลม หรืออากาศหายใจเข้าสู่ปอด เมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมมีเสมหะ ส่งผลให้อากาศไหลผ่านหลอดลมเข้าสู่ปอดได้ไม่ดี หายใจลำบากทำให้เกิดอาการไอได้ มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงวัย หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อจากหลอดลมอาจลามไปที่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ (Pneumonia) และโรคถุงลมโป่งพองได้

โรคหลอดลมอักเสบ คืออะไร?

โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) คือ การอักเสบหรือบวมของเยื่อบุผิวภายในหลอดลม ทำให้ต่อมเมือก (mucous gland) โตขึ้นและหลั่งเมือกออกมามากกว่าปกติ อุดกั้นให้ช่องทางเดินหลอดลมแคบลง ส่งผลให้อากาศไหลผ่านหลอดลมเข้าปอดได้ไม่ดี  ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะเหนียวมากขึ้น หายใจไม่อิ่ม  หายใจลำบาก  เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด เจ็บคอ แสบคอ หรือเจ็บหน้าอก บางครั้งอาจมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย

โรคหลอดลมอักเสบ

โรคหลอดลมอักเสบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchitis)

เกิดจากเชื้อไวรัส เหมือนไข้หวัด  เมื่อมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจไล่ลงไปจนถึงหลอดลม โดยเชื้อโรคจะไปก่อกวนซึ่งทำให้เกิดอาการอักเสบ อาการบวมของเยื่อ เมือก ที่บุทางเดินหายใจของเรา ซึ่งนำไปสู่การระคายเคือง และนำไปสู่การมีเสมหะมากขึ้น ซึ่งจะมีอาการไอร่วมด้วย อาจจะมีไข้และอาการอ่อนเพลีย อาจจะพบเชื้อแบคทีเรียได้บ้าง โดยส่วนมากจะเกิดในผู้ป่วยที่มีอาการทางหลอดลมอยู่ก่อนแล้ว จึงกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันได้ง่ายขึ้น หรืออาจได้รับการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจมาก่อนหน้านี้ เช่น การสูบบุหรี่ การได้รับควันบุหรี่ ควันจากมลพิษต่างๆหรือโรคหืด ผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลัน โดยปกติแล้วอาการหลอดลมอักเสบเฉียบพลันจะหายไปเอง ส่วนใหญ่อาการหายได้ใน 7-10 วัน มักไม่เกิน 3 สัปดาห์

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis)

เกิดจากโรคภูมิแพ้ โรคหืด รวมถึงการสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานาน หรือสัมผัสกับมลภาวะ เช่น ควัน ฝุ่น PM 2.5  หรือ สารเคมีกลิ่นฉุน หรือภาวะหลังหายจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ จะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้มากขึ้น  สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบอาจมีภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไอมาก ไอนาน ไอเสมหะมาก เสมหะเหนียวติดคอ ไอออกลำบาก หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา  ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น เสมหะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือเขียว หรือหายใจหอบเหนื่อย มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน และการรักษาจะยากมากขึ้น

ซึ่งจากการที่ทางเดินหายใจได้รับสารก่อระคายเคืองอย่างเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้มีการติดเชื้ออะไร เพียงแต่ว่าร่างกายของเราจะสร้างสารออกมาเยอะมากขึ้นเพื่อตอบสนองกับการอักเสบ ทำให้มีเสลด เสมหะที่เหนียวข้น กำจัดยาก ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี หรือ 2 ปี อาการหายใจลำบาก จากช่องทางเดินอากาศในหลอดลมที่ตีบแคบลง เนื่องจากการอุดตันของเสมหะหรือการบวม จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรังได้ด้วย เมื่อตรวจร่างกายอาจมีเสียงวี้ด มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจมีอาการหลอดลมอักเสบแทรกซ้อนลงไป

สาเหตุโรคหลอดลมอักเสบ

  • สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส
    • เชื้อแบคทีเรีย เช่น ไมโคพลาสมา (Mycoplasma) หรือคลาไมเดีย (Chlamydia) 
    • เชื้อไวรัส เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) อะดิโนไวรัส (Adenovirus) ไรโนไวรัส (Rhinovirus) 
  •  เกิดจาก การสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่ ควันไอเสียรถยนต์  รวมไปถึงมลภาวะทางอากาศ ฝุ่น ก๊าซพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมที่ต้องพบในชีวิตประจำวัน
  • ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะการหายใจ 
  • การระคายเคืองจากน้ำย่อยในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน
  • ผู้ที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับมลพิษทางอากาศ เช่น การทำเหมืองแร่

อาการโรคหลอดลมอักเสบ

  • มีอาการไอนานกว่า 8 สัปดาห์ในผู้ใหญ่
  • ไอบ่อย อาจไม่มีหรือมีเสมหะเล็กน้อยในระยะแรก ต่อมาอาจมีเสมหะมากขึ้น หรือ ไอแห้ง หรือไอมีเสมหะ คล้ายกับโรคหวัด มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน แต่ไอแห้งมักจะเป็นได้หลายสัปดาห์
  • ไอมีเสมหะมาก เสมหะจุกคอ เสมหะอยู่ลึกๆ ไอไม่ออก 
  • ไอมากตอนกลางคืน หรือเช้ามืด ไอช่วงเวลาอากาศเย็น หรือ เวลาฝนตก
  • มีเสมหะ มีทั้งเสมหะแบบไม่มีสี หรืออาจมีเสมหะสีเหลือง สีเขียว บางรายอาจมีเลือดปนอยู่ด้วย
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หายใจไม่อิ่ม หายใจเข้าออกไม่สุด หรือมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอกแปล๊บๆ เป็นๆหายๆ
  • มีไข้ต่ำ หนาวสั่น อ่อนเพลีย  หรือมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวก่อน ซึ่งผู้ป่วยอาจมีไข้ หรือไม่มีไข้ก็ได้
  • ไอ ร่วมกับ มีไข้เป็นๆหายๆ น้ำหนักลด กินได้น้อยเบื่ออาหาร
ภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดลมอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดลมอักเสบ

เกิดมากจากการรักษาที่ไม่ถูกต้องจากการติดเชื้อของหลอดลมจนลามไปที่ปอด ซึ่งมีผลทำให้เกิดปอดอักเสบ (Pneumonia) ได้ หากปล่อยเอาไว้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและผู้ป่วยปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้อาการแย่ลงจากเป็นหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลัน อาจกลายเป็นหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรังได้ หรือในกรณีที่เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีกอาจทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้

นอกจากนั้นการเกิดซ้ำของโรคหลอดลมอักเสบในช่วงระยะเวลาเพียงสั้น ๆ อาจนำไปสู่การเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อีกด้วย โดยโรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อย อาจค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมากจะทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยแม้กระทั่งอยู่เฉย ๆ ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้สภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลงด้วย

การรักษาโรคหลอดลมอักเสบ

โดยทั่วไปหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลันสามารถหายเองได้ในเวลาอันสั้น มักจะหายได้เอง ภายใน 7-10 วัน  ถ้าปฏิบัติตนถูกต้อง 

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง ได้แก่ ความเครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ 
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศอากาศเย็น เช่น การดื่มน้ำเย็น อาบน้ำเย็น หรือการใช้เครื่องปรับอากาศ และพัดลมไม่ควรที่จะสัมผัสโดยตรง เพราะอากาศที่เย็นสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอ  ภูมิต้านทานลดลง กระตุ้นเยื่อบุหลอดลมให้อักเสบ ส่งผลให้มีอาการไอมากขึ้นได้
  • ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย  เช่น นอนห่มผ้า ใส่เสื้อหนาๆ และกางเกงขายาว
  • โรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ควรหาสาเหตุ และรักษาต

ในผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควัน ฝุ่น สารเคมี และสารระคายเคืองต่างๆ เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบในหลอดลมมากขึ้น รวมไปถึงการป้องกันอื่น ๆ เช่น หมั่นล้างมือให้สะอาดอยูู่เสมอ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ 

โรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง ควรหาสาเหตุ และรักษาตามสาเหตุ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยบางรายรับการรักษาเพิ่มเติม ได้แก่

  • ยาแก้ไอ อาการไอเป็นอาการหลักของโรคหลอดลมอักเสบ ซึ่งอาจบรรเทาได้ด้วยยากลุ่มกดอาการไอ (Antitussives) และยาขยายหลอดลม (Bronchodilators) บางรายที่มีเสมหะร่วมด้วยอาจใช้ยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะ 
  • ยาปฏิชีวนะ หลอดลมอักเสบมักมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะจะรักษาไม่ได้ผลดีนัก อย่างไรก็ตาม แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะในรายที่เป็นหลอดลมอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ยาอื่น ๆ หากผู้ป่วยเป็นภูมิแพ้ โรคหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาพ่นเข้าปอด หรือการรักษาโดยใช้ยาอื่น ๆ ที่ช่วยลดการติดเชื้อ
  • ในบางรายอาจมีอาการของหลอดลมอักเสบอยู่นาน หากมีอาการนานอย่างน้อยปีละ  3 เดือน ติดต่อกัน 2 ปี จะทำให้กลายเป็น หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง  

การป้องกันโรคหลอดลมอักเสบ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพราะน้ำเป็นยาละลายเสมหะที่ดีที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ควันบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการสูดควัน กลิ่นฉุน ควันบุหรี่ สารเคมี ฝุ่น สารระคายเคืองต่างๆ ซึ่งจะทำให้การอักเสบในหลอดลมเป็นมากขึ้น
  • ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น และแห้ง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอ
  • ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง และยังสามารถกระตุ้นเยื่อบุหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมอักเสบมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการไอมากขึ้นได้
  • ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายขณะนอนให้เพียงพอ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • โรคหลอดลมอักเสบ หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อจากหลอดลมอาจลามไปที่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ (Pneumonia) และโรคถุงลมโป่งพองได้

ตรวจโรคหลอดลมอักเสบ ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • โรคเบาหวาน

    โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถผลิตหรือใช้อินซูลินอย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างถูกต้อง โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก และมักจะเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมทางการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง น้ำหนักที่เกินกว่าเหมาะสม การออกกำลังกายไม่เพียงพอ และความเครียดในชีวิตประจำวัน

  • ทำไมการถูกลิงกัดจึงอันตรายกว่าที่คิด? วิธีรับมือ และการรักษาอย่างปลอดภัย ที่ภูเก็ต

    หลายคนมองว่าลิง เป็นสัตว์ที่น่ารักและใกล้ชิดกับผู้คน โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น อินเดีย บาหลี รวมถึงประเทศไทยในบางจังหวัดที่มีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น ลพบุรี และภูเก็ต แต่สิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ ความเสี่ยงจากการถูกลิงกัด หรือ Monkey Bite ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บาดแผลธรรมดา เพราะอาจนำไปสู่โรคติดเชื้อร้ายแรงที่คุกคามชีวิตได้

  • โรคพิษสุนัขบ้า

    โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือโรคกลัวน้ำ (Hydrophobia) คือ โรคติดเชื้อในระบบประสาทและเยื่อบุสมอง เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่มีอันตรายร้ายแรง โดยผู้ป่วยที่สัมผัสกับสัตว์ติดเชื้อ จะได้รับเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในตระกูล Rhabdoviridae ผ่านทางน้ำลายของสัตว์ที่กัด 

    ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สุนัข แมว ลิง กระรอก ค้างคาว สุนัขจิ้งจอก สกังก์ แรคคูน พังพอน ฯลฯ พาหะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย คือ สุนัข ประมาณ 90% รองลงมาคือแมว ส่วนในต่างประเทศมักเกิดจากสัตว์ป่ากินเนื้อต่าง ๆ เช่น สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า Jaguar ฯลฯ และสำหรับในแถบประเทศลาตินอเมริกานั้น ยังพบพาหะที่สำคัญคือ ค้างคาวดูดเลือด (Vampire bat)

  • โรคไทรอยด์เป็นพิษ

    ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis) สามารถเรียกอีกชื่อว่า ภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์ (Hyperthyroidism) หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (Overactive thyroid) คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากผิดปกติ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้มีการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินความจำเป็น 

    ซึ่งจะส่งผลทำให้มีอาการ และอาการแสดงจากอวัยวะต่าง ๆ ได้หลายระบบ และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสายตาที่อาจลุกลามถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น หรือภัยเงียบที่น่ากลัว อย่างหัวใจวาย

  • สีของตกขาว ปัญหาที่ผู้หญิงทุกคนควรสังเกต

    สีของตกขาวที่เปลี่ยนแปลงไปจากสีใส หรือสีขาวขุ่น และหากเกิดพร้อมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น อาการคันช่องคลอด ปวดท้อง แสบร้อนบริเวณช่องคลอด ซึ่งช่วยบ่งบอกว่าตกขาวดังกล่าวเป็นตกขาวที่ผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อในช่องคลอด ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การอักเสบ เนื้องอก มะเร็ง รวมทั้งการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด 

    การสังเกตลักษณะตกขาวสีต่างๆ และอาการที่เกิดขึ้นร่วมกับการมีตกขาวที่ผิดปกติ อาจช่วยให้เราทราบถึงสาเหตุของการป่วยในเบื้องต้นได้

  • ปัสสาวะบ่อยเกิดจากสาเหตุอะไร?

    ปัสสาวะบ่อย (Frequent Urination) เป็นอาการที่พบบ่อย อาจเกิดจากอาหารหรือน้ำที่กินมากไป ในขณะเดียวกันอาจเป็นอาการนำของโรคร้ายได้เช่นกัน ซึ่งเป็นภาวะความผิดปกติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน หากกำลังเดินทางหรือทำงานอยู่ ก็ต้องรีบมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ แม้กระทั่งในตอนกลางคืนที่ไปรบกวนการนอนหลับ ซึ่งอาจเป็นอันตรายและก่อโรคร้ายในอนาคต   สำหรับปกติทั่วไปแล้วเมื่อรู้สึกอยากขับถ่ายของเหลวแต่ติดภารกิจอยู่ ก็สามารถอั้นได้ แต่ผู้ป่วยภาวะนี้น้ำยังไม่เต็มกระเพาะปัสสาวะก็เกิดการบีบตัว เมื่อปลดเปลื้องของเสียจะมีปริมาณน้อยกว่าการปวด เสี่ยงที่กลั้นไม่อยู่ปล่อยราดออกมาได้