รู้จักโรคลีเจียนแนร์ คืออะไร? ภัยเงียบใกล้ตัว พร้อมวิธีป้องกัน ที่ ภูเก็ต

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวภายในประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ภูเก็ต ที่เต็มไปด้วยโรงแรม รีสอร์ต สปา สระว่ายน้ำ และแหล่งพักผ่อนหลากหลายรูปแบบ สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ช่วยสร้างความผ่อนคลาย และประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกัน ก็มี ภัยสุขภาพเงียบๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงซ่อนอยู่ นั่นคือ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease)

Table of Contents

โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ แต่กลับถูกมองข้ามบ่อยครั้ง เพราะ ไม่ติดต่อจากคนสู่คน และมักเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทว่าหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจลุกลามจนเกิด ปอดอักเสบรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

รู้จักโรคลีเจียนแนร์ คืออะไร? ภัยเงียบใกล้ตัว พร้อมวิธีป้องกัน ที่ ภูเก็ต

โรคลีเจียนแนร์ คืออะไร?

โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) คือ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า ลีจิโอเนลลา นิวโมฟิลา (Legionella pneumophila)

เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรง ไปจนถึง ปอดอักเสบขั้นรุนแรง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรค ลีเจียนแนร์

โรคลีเจียนแนร์ถูกค้นพบครั้งแรกจากการระบาดในกลุ่มทหารผ่านศึก (Legionnaires) ในสหรัฐอเมริกา ทำให้โรคนี้ได้รับชื่อตามเหตุการณ์ดังกล่าว และตั้งแต่นั้นมา ก็พบการติดเชื้อเป็นระยะในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเขตร้อนที่มีความชื้นสูง

ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงถูกเรียกว่าภัยเงียบ?

โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ภัยเงียบ ทางสาธารณสุข เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ แต่กลับถูกมองข้าม หรือวินิจฉัยล่าช้า เหตุผลสำคัญมีดังต่อไปนี้

  • อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด หรือปอดอักเสบทั่วไป ในระยะแรก ผู้ป่วยมักมีอาการ ไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอแห้ง ซึ่งคล้ายกับไข้หวัด หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป ทำให้ทั้งผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์อาจไม่สงสัยโรคนี้ในทันที หากไม่ได้ซักประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำอย่างละเอียด อาจทำให้การรักษาล่าช้า และเพิ่มความรุนแรงของโรค
  • ไม่ติดต่อจากคนสู่คน จึงไม่ถูกจับตา เนื่องจากโรคลีเจียนแนร์ ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คน ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสใกล้ชิด ทำให้โรคนี้ไม่ก่อให้เกิดการระบาดแบบรวดเร็วเหมือนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ส่งผลให้การเฝ้าระวังในชุมชน หรือสถานประกอบการมักถูกละเลย ทั้งที่เชื้อยังคงสะสมอยู่ในระบบน้ำ
  • แหล่งเชื้ออยู่ในสิ่งอำนวยความสะดวกที่คุ้นเคย โดยเชื้อ Legionella มักซ่อนตัวอยู่ในแหล่งที่ดูสะอาด และปลอดภัย เช่น
    • ระบบน้ำในอาคาร
    • ฝักบัว
    • อ่างน้ำร้อน สปา
    • น้ำพุ หรือเครื่องเพิ่มความชื้น
    • ผู้ใช้งานจึงไม่รู้สึกถึงความเสี่ยง และมักไม่ป้องกันตัวเองจากการสูดดมละอองน้ำเหล่านี้
  • หลายสถานที่ยังขาดการดูแลระบบน้ำอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคลีเจียนแนร์ต้องอาศัย การควบคุมคุณภาพน้ำ การทำความสะอาดระบบท่อ และการตรวจสอบเชื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริง หลายอาคาร โรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว อาจยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการระบบน้ำ ส่งผลให้เชื้อสะสม และแพร่กระจายโดยไม่รู้ตัว
  • กระทบมากกว่าด้านสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนเข้าออกจำนวนมาก หากเกิดผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์ขึ้น อาจไม่เพียงส่งผลต่อ สุขภาพของนักท่องเที่ยว และประชาชน เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ของพื้นที่นั้นๆ อีกด้วย

เชื้อ Legionella มาจากไหน?

เชื้อ Legionella pneumophila เป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามธรรมชาติในแหล่งน้ำจืด เช่น

  • น้ำขัง
  • ดินชื้น
  • แหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่น

แต่สิ่งที่ทำให้เชื้อนี้เป็นอันตราย คือ การเจริญเติบโตในระบบน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่ที่มี น้ำอุ่น ความชื้นสูง และการหมุนเวียนน้ำไม่สม่ำเสมอ เชื้อจะไม่ทำอันตรายเมื่ออยู่ในน้ำเฉยๆ แต่จะเริ่มเป็นปัญหาเมื่อ เชื้อปะปนออกมากับละอองน้ำในอากาศ และถูกสูดดมเข้าสู่ปอด

โรคลีเจียนแนร์ ติดต่ออย่างไร?

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) คือ หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคลีเจียนแนร์ ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโรคนี้ ไม่สามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม พูดคุย หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่พบหลักฐานว่าการดูแลผู้ป่วยจะทำให้ผู้อื่นติดเชื้อได้โดยตรง

แล้วโรคลีเจียนแนร์ ติดต่อได้อย่างไร?

การติดเชื้อโรคลีเจียนแนร์เกิดจาก การสูดดมละอองน้ำ หรือฝอยไอน้ำขนาดเล็กมาก (Aerosol) ที่มีเชื้อแบคทีเรีย Legionella pneumophila ปะปนอยู่ เมื่อฝอยละอองน้ำเหล่านี้ลอยอยู่ในอากาศ และถูกหายใจเข้าไป เชื้อจะเข้าสู่ ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง และปอด ทำให้เกิดการติดเชื้อ และอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ

ลักษณะของละอองน้ำที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ

ละอองน้ำที่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) มักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากหยดน้ำทั่วไป และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

คุณสมบัติของละอองน้ำที่เป็นอันตราย

  • มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ละอองน้ำเหล่านี้มีขนาดเล็กในระดับไมโครเมตร ทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยสายตา และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอากาศ หรือไอธรรมดา
  • ลอยอยู่ในอากาศได้นาน เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ละอองน้ำสามารถแขวนลอยอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด หรือบริเวณที่มีการระบายอากาศไม่ดี เพิ่มโอกาสในการสูดดมเข้าสู่ร่างกาย
  • สามารถถูกสูดลึกเข้าไปถึงปอด ด้วยขนาดที่เล็กมาก ละอองน้ำสามารถผ่านระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเข้าสู่ถุงลมในปอดได้โดยตรง ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื้อ Legionella สามารถเพิ่มจำนวน และก่อให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

ละอองน้ำในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นจาก อุปกรณ์ หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตราย เช่น การอาบน้ำ การแช่อ่างน้ำร้อน หรือการใช้อุปกรณ์เพิ่มความชื้นในอากาศ

ทำไมการสูดดมจึงอันตรายกว่าการดื่มน้ำ

ทำไมการสูดดมจึงอันตรายกว่าการดื่มน้ำ?

แม้เชื้อ Legionella จะอาศัยอยู่ในน้ำเป็นหลัก แต่การได้รับเชื้อผ่านทางปาก ไม่ใช่วิธีการติดเชื้อที่พบได้บ่อย

  • การดื่มน้ำที่มีเชื้อ เมื่อดื่มน้ำที่มีเชื้อ Legionella เข้าไป
    • เชื้อจะผ่านเข้าสู่กระเพาะอาหาร
    • กรดในกระเพาะอาหารมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย
    • จึงแทบไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในคนทั่วไป
    • การสูดดมละอองน้ำ
  • ในทางตรงกันข้าม การสูดดมละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ จะนำเชื้อเข้าสู่ ปอดโดยตรง
    • เชื้อสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดได้ทันที
    • ปอดเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Legionella
    • ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อปอด และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะปอดอักเสบรุนแรง
    • ด้วยเหตุนี้ การควบคุมแหล่งกำเนิดละอองน้ำ และการดูแลระบบน้ำให้สะอาด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคลีเจียนแนร์

แหล่งกำเนิดละอองน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ Legionella

เชื้อ Legionella pneumophila ไม่ได้แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรง แต่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านการสูดดมละอองน้ำขนาดเล็กมากที่ลอยอยู่ในอากาศ แหล่งกำเนิดละอองน้ำเหล่านี้มักพบได้ในชีวิตประจำวัน และหากขาดการดูแลอย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

  • ฝักบัวอาบน้ำ และระบบท่อน้ำภายในอาคาร ฝักบัว หรือก๊อกน้ำที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน มักเกิดการสะสมของตะกรัน และสิ่งสกปรกภายในท่อ ส่งผลให้เชื้อ Legionella สามารถเจริญเติบโตได้ เมื่อเปิดใช้งานอีกครั้ง เชื้ออาจหลุดออกมาพร้อมละอองน้ำ และถูกสูดดมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ
  • อ่างน้ำร้อน และอ่างน้ำวน (Jacuzzi) อ่างน้ำร้อนเป็นแหล่งที่มีอุณหภูมิ และความชื้นเหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนของเชื้อ หากระบบกรองน้ำ หรือการฆ่าเชื้อไม่มีประสิทธิภาพ ไอระเหยที่ลอยขึ้นจากผิวน้ำอาจพาเชื้อ Legionella กระจายเข้าสู่อากาศโดยรอบ
  • สปาอบไอน้ำ และห้องทรีตเมนต์ สปา ห้องอบสมุนไพร หรือบริการที่ใช้น้ำอุ่น และไอน้ำในปริมาณมาก สามารถสร้างฝอยละอองน้ำจำนวนมาก หากระบบน้ำไม่สะอาด หรือไม่มีการเปลี่ยนน้ำ และฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย
  • น้ำพุ และน้ำตกจำลอง การฉีดพ่นน้ำให้แตกตัวเป็นฝอย เช่น น้ำพุ หรือน้ำตกจำลอง ทำให้เกิดละอองน้ำขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด หรือบริเวณที่การระบายอากาศไม่ดี ซึ่งเอื้อต่อการสูดดมเชื้อเข้าสู่ปอด
  • เครื่องเพิ่มความชื้น และพัดลมไอน้ำ อุปกรณ์เพิ่มความชื้นในอากาศ หากใช้น้ำที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือไม่ได้ทำความสะอาดถังน้ำอย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อ Legionella และกระจายเชื้อออกมากับไอหมอกที่ถูกพ่นออกมาในห้องพัก หรือพื้นที่ปิด

พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในจังหวัดภูเก็ต

จังหวัด ภูเก็ต มีลักษณะภูมิอากาศ และโครงสร้างทางการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Legionella ได้แก่

  • อุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี
  • ความชื้นในอากาศมาก
  • มีโรงแรม รีสอร์ต สปา และที่พักจำนวนมาก

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ การควบคุม และดูแลระบบน้ำ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียผ่านละอองน้ำ

จุดเสี่ยงที่พบเชื้อ Legionella ได้บ่อย

แหล่งต่อไปนี้จัดเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการตรวจสอบ และทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

  • ระบบเครื่องปรับอากาศ และถาดรองน้ำทิ้ง
  • ฝักบัวอาบน้ำ และก๊อกน้ำ
  • อ่างน้ำวน (Jacuzzi) และอ่างน้ำร้อน
  • สระว่ายน้ำ
  • น้ำพุ และน้ำตกจำลอง
  • พัดลมไอน้ำ
  • เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องพัก หรือสปา
  • ระบบท่อน้ำที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน

หากสถานที่เหล่านี้ ขาดการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี หรือมีน้ำขังนิ่ง จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ Legionella โดยไม่แสดงสัญญาณให้เห็นชัดเจน

ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงมักพบในโรงแรม รีสอร์ต และสปา

ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงมักพบในโรงแรม รีสอร์ต และสปา?

โรงแรม รีสอร์ต และสปา เป็นสถานที่ที่พบการระบาดของ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) ได้บ่อยกว่าสถานที่ทั่วไป เนื่องจากมีลักษณะของโครงสร้าง และการใช้งานที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของเชื้อ Legionella pneumophila หากไม่มีการควบคุมระบบน้ำอย่างเหมาะสม

  • ระบบน้ำขนาดใหญ่ และซับซ้อน สถานที่เหล่านี้มักมีระบบน้ำที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เช่น ห้องพักจำนวนมาก สระว่ายน้ำ อ่างน้ำร้อน และพื้นที่บริการต่างๆ ทำให้เกิดท่อจำนวนมาก และจุดน้ำค้างอยู่ในระบบ หากการไหลเวียนของน้ำไม่สม่ำเสมอ เชื้อ Legionella สามารถสะสม และเพิ่มจำนวนได้ง่าย
  • น้ำอุ่น และความชื้นสูงตลอดเวลา โรงแรม และสปามักใช้น้ำอุ่น หรืออุณหภูมิปานกลาง ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Legionella ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ ห้องอบไอน้ำ หรือพื้นที่สปา ยิ่งเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อผ่านละอองน้ำ
  • อุปกรณ์ หรือท่อที่ไม่ได้ใช้งานสม่ำเสมอ ห้องพักบางห้องอาจไม่ได้มีผู้เข้าพักตลอดเวลา ทำให้ท่อน้ำ ฝักบัว หรือก๊อกน้ำบางจุดไม่มีการใช้งานเป็นเวลานาน น้ำที่ค้างอยู่ในระบบจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโดยไม่รู้ตัว และเมื่อกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง เชื้ออาจหลุดออกมาพร้อมละอองน้ำ
  • การแพร่กระจายผ่านละอองน้ำ หากขาดการดูแล และควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม เชื้อ Legionella สามารถแพร่กระจายออกมากับฝอยละอองน้ำจากฝักบัว อ่างน้ำร้อน หรือระบบปรับอากาศ และถูกสูดดมเข้าสู่ปอดของผู้ใช้งาน

ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคลีเจียนแนร์?

แม้ว่า โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายมักสามารถกำจัดเชื้อได้เอง หรืออาจติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ และมีโอกาสเกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะภาวะ ปอดอักเสบจากเชื้อ Legionella

  • ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป มักมีระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมลงตามวัย ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ลดลง จึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ กลุ่มนี้รวมถึงผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อ Legionella ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เชื้อเพิ่มจำนวนในปอดได้ง่าย
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคที่ส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เช่น
    • โรคเบาหวาน ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
    • โรคไตเรื้อรัง ส่งผลต่อสมดุลของร่างกาย และการกำจัดเชื้อ
    • โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ปอดอ่อนแอ
    • โรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือรังสีรักษา
  • ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ การสูบบุหรี่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ และลดประสิทธิภาพของปอดในการกำจัดเชื้อโรค ทำให้เชื้อ Legionella สามารถเข้าสู่ปอด และก่อให้เกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น

อาการของโรคลีเจียนแนร์ เป็นอย่างไร?

อาการของโรคลีเจียนแนร์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก

  • การติดเชื้อแบบไม่รุนแรง (Pontiac Fever)
    • มีไข้
    • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
    • ปวดศีรษะ
    • คลื่นไส้ อาเจียน
    • อ่อนเพลีย
    • ลักษณะคล้าย ไข้หวัดใหญ่ และมักหายได้เองภายใน 2–5 วัน โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
  • การติดเชื้อที่ลุกลามสู่ปอด (Legionnaires’ Disease)
    • ไข้สูง
    • ไอ หายใจลำบาก
    • หนาวสั่น
    • ปวดศีรษะรุนแรง
    • ปวดกล้ามเนื้อ
    • อ่อนเพลียมาก
    • ในบางรายอาจเกิด ปอดอักเสบอย่างรุนแรง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคลีเจียนแนร์

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคลีเจียนแนร์

การตรวจโรคลีเจียนแนร์มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากอาการในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัด หรือปอดอักเสบทั่วไป หากไม่ได้รับการตรวจอย่างถูกต้อง อาจทำให้การรักษาล่าช้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โดยแพทย์จะพิจารณาการตรวจจากหลายปัจจัยร่วมกัน

  • การซักประวัติ และประเมินความเสี่ยง แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น
    • มีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือปอดอักเสบ หรือไม่
    • เคยพักในโรงแรม รีสอร์ต สปา หรือใช้บริการอ่างน้ำร้อน สระว่ายน้ำ หรือไม่
    • มีประวัติสัมผัสระบบน้ำอุ่น ระบบปรับอากาศ หรือสถานที่ที่มีความชื้นสูง
    • อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
    • ประวัติเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สงสัยโรคลีเจียนแนร์ และเลือกการตรวจที่เหมาะสม
  • การตรวจปัสสาวะหาแอนติเจนของเชื้อ Legionella เป็นวิธีตรวจที่ใช้บ่อย และให้ผลรวดเร็ว
    • ตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ Legionella pneumophila ในน้ำปัสสาวะ
    • สามารถทราบผลได้ภายในเวลาไม่นาน
    • เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง
    • วิธีนี้ช่วยให้แพทย์เริ่มการรักษาได้เร็ว แม้ยังไม่ได้ผลการตรวจอื่นครบถ้วน
  • การตรวจเสมหะ หรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเสมหะเพื่อตรวจหาเชื้อ Legionella โดย
    • เพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ
    • หรือใช้วิธีตรวจทางอณูชีววิทยา
    • วิธีนี้ช่วยยืนยันชนิดของเชื้อได้ชัดเจน แต่ใช้เวลานานกว่าการตรวจปัสสาวะ
  • การตรวจเลือด การตรวจเลือดช่วยประเมินภาวะติดเชื้อ และการอักเสบของร่างกาย เช่น
    • ตรวจดูระดับเม็ดเลือดขาว
    • ตรวจการทำงานของไต และตับ
    • ตรวจระดับการอักเสบในร่างกาย
    • แม้จะไม่สามารถยืนยันโรคได้โดยตรง แต่ช่วยประเมินความรุนแรงของโรค และภาวะแทรกซ้อนได้
  • การเอกซเรย์ปอด หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์มักมีภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจส่งตรวจ
    • เอกซเรย์ปอด เพื่อดูการอักเสบ หรือการติดเชื้อในปอด
    • CT Scan ในกรณีที่อาการรุนแรง หรือซับซ้อน
    • ผลภาพถ่ายช่วยแยกโรคจากปอดอักเสบชนิดอื่น และประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อ
  • ทำไมต้องตรวจหลายวิธีร่วมกัน โรคลีเจียนแนร์ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเพียงอย่างเดียว แพทย์จึงต้องอาศัย
    • อาการทางคลินิก
    • ประวัติสัมผัสแหล่งเสี่ยง
    • ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • ภาพถ่ายทางรังสี
    • การตรวจหลายวิธีร่วมกันช่วยเพิ่มความแม่นยำ และนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม และทันท่วงที

การรักษาโรคลีเจียนแนร์ ต้องทำอย่างไร?

แม้โรคลีเจียนแนร์จะเป็นโรคที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง แต่ข้อดีคือ สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะทาง โรคลีเจียนแนร์เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Legionella pneumophila จึงจำเป็นต้องรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ตรงต่อเชื้อชนิดนี้ แพทย์จะพิจารณาเลือกชนิดยา ระยะเวลา และวิธีการให้ยา ตามความรุนแรงของอาการ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย
    • ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง อาจรักษาด้วยยารับประทาน
    • ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจต้องให้ยาทางหลอดเลือดดำ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
  • ความสำคัญของการรักษาอย่างรวดเร็ว การเริ่มรักษาเร็วมีผลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของโรค หากปล่อยให้เชื้อเข้าสู่ปอดเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่
    • ปอดอักเสบรุนแรง
    • ภาวะหายใจล้มเหลว
    • การติดเชื้อในกระแสเลือด
    • ดังนั้น หากมีประวัติสัมผัสแหล่งเสี่ยง เช่น โรงแรม รีสอร์ต สปา หรือระบบน้ำอุ่น และมีอาการทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด
  • การรักษาประคับประคองร่วมด้วย นอกจากยาปฏิชีวนะแล้ว แพทย์อาจให้การรักษาเพิ่มเติมตามอาการ เช่น
    • ให้ออกซิเจนในผู้ที่มีภาวะหายใจลำบาก
    • ให้น้ำและสารอาหารอย่างเพียงพอ
    • เฝ้าระวังการทำงานของปอด ไต และอวัยวะสำคัญอื่นๆ
    • การดูแลอย่างใกล้ชิดช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • ระยะเวลาการรักษา และการฟื้นตัว ระยะเวลาการรักษาอาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่ หลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับ
    • ความรุนแรงของโรค
    • อายุ และภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย
    • การตอบสนองต่อยา
    • แม้จะหายจากการติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจยังรู้สึกอ่อนเพลีย หรือไอเรื้อรังในช่วงพักฟื้น ซึ่งควรดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และติดตามอาการตามคำแนะนำแพทย์
  • ทำไมการป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา แม้โรคลีเจียนแนร์จะรักษาได้ แต่ในกลุ่มเสี่ยงอาจมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง การ ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เช่น การดูแลระบบน้ำ การทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดละอองน้ำ และการเฝ้าระวังเชื้อในสถานที่สาธารณะ จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความสูญเสียทั้งด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจได้มากที่สุด
วิธีป้องกันโรคลีเจียนแนร์

วิธีป้องกันโรคลีเจียนแนร์

  • ควบคุมคุณภาพน้ำ
    • ตรวจสอบคลอรีนในน้ำ ไม่น้อยกว่า 0.2 ppm
    • รักษาอุณหภูมิน้ำในระบบให้สูงกว่า 60°C
    • น้ำที่จ่ายออกควรมีอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 50°C
  • ทำความสะอาดระบบเครื่องปรับอากาศ
    • ล้างถาดรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ
    • ทำความสะอาดทุก 1–2 สัปดาห์
  • ฆ่าเชื้อแหล่งเสี่ยง
    • ใช้สารละลายคลอรีนเข้มข้น 10 ppm
    • หรือน้ำร้อน 65°C นานอย่างน้อย 5 นาที
  • เปิดน้ำทิ้งในจุดที่ไม่ได้ใช้งาน
    • หากไม่ได้ใช้ฝักบัว หรือก๊อกน้ำเป็นเวลานาน
    • ควรเปิดน้ำทิ้งอย่างน้อย 20 นาที
  • ทำความสะอาดหัวฉีด และอุปกรณ์
    • ป้องกันการอุดตัน
    • ลดการสะสมของตะกรัน และเชื้อโรค
  • ดูแลพัดลมไอน้ำ และเครื่องเพิ่มความชื้น
    • ทำความสะอาดถังน้ำทุกวัน
    • ใช้น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อ
    • ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผงซักฟอกอย่างเหมาะสม

ทำไมควรเลือกบริการรักษาที่ คลินิกการแพทย์ในภูเก็ต

เมื่อพูดถึงการรักษาโรคลีเจียนแนร์ การรับการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของการรักษาในระยะยาวได้อย่างมาก สำหรับผู้ป่วยในพื้นที่ หรือผู้ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต การเลือกใช้บริการรักษาที่คลินิกการแพทย์คุณภาพมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • การเข้าถึงการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว โรคลีเจียนแนร์เป็นโรคติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด หากมีอาการทางเดินหายใจ หรือมีประวัติสัมผัสแหล่งเสี่ยง การเข้าพบแพทย์ที่ คลินิกการแพทย์ใกล้เคียง จะช่วยให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้ทันที ซึ่งลดโอกาสการลุกลามของโรค
  • แพทย์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกการแพทย์ในภูเก็ตมักมีทีมแพทย์, เภสัชกร และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม และมีประสบการณ์ในการดูแลโรคติดเชื้อต่าง ๆ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการ การรักษา และการป้องกันโรคลีเจียนแนร์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
  • บริการที่เหมาะสำหรับทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก คลินิกการแพทย์หลายแห่งสามารถให้บริการได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้ป่วยจากต่างประเทศรู้สึกสบายใจ และเข้าใจขั้นตอนการรักษาได้อย่างชัดเจน
  • การวางแผนการรักษาแบบครบวงจร คลินิกการแพทย์มักมีบริการตั้งแต่
    • การตรวจประเมินอาการ
    • การสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • การให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะทาง
    • การติดตามผลหลังการรักษา
    • ซึ่งช่วยให้การรักษาโรคลีเจียนแนร์เป็นไปอย่าง มีระบบ และต่อเนื่อง
  • ความสะดวกในการติดตามผล และดูแลรักษาต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่พักฟื้น หรือมีอาการต่อเนื่องหลังการรักษา คลินิกการแพทย์สามารถติดตามผล อธิบายแนวทางการฟื้นตัว และแนะนำการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างเป็นกันเอง และใกล้ชิด
  • บริการใกล้แหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ป่วยขณะอยู่ในภูเก็ต การเลือกคลินิกที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านพัก โรงแรม หรือรีสอร์ต ทำให้สามารถเข้ารับบริการได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไกล ซึ่งช่วยลดความกังวล และภาระการเดินทาง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคลีเจียนแนร์ อาจเป็นโรคที่หลายคนไม่คุ้นชื่อ แต่กลับซ่อนอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง และระบบน้ำจำนวนมากอย่าง ภูเก็ต

การรู้จักโรคนี้อย่างถูกต้อง พร้อมการดูแลระบบน้ำอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยง สร้างความปลอดภัย และทำให้การใช้ชีวิต หรือการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Legionellosis (Legionnaires’ Disease) — ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโรค สาเหตุ อาการ และการแพร่เชื้อ Legionella. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/legionellosis องค์การอนามัยโลก
  • World Health Organization (WHO). Legionellosis (Legionnaires’ Disease) Q&A — คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ Legionnaires’ disease, การป้องกัน และกลุ่มเสี่ยง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/q-a-detail/legionellosis-legionnaires-disease องค์การอนามัยโลก
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Legionnaires’ Disease — คำอธิบายโรค Legionnaires’ Disease, สาเหตุ อาการ การแพร่เชื้อ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/legionella/about/index.html ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Legionella Control — ข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันการเติบโตของเชื้อ Legionella ในระบบน้ำภายในอาคาร. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/control-legionella/about/ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
  • Occupational Safety and Health Administration (OSHA). Legionellosis (Legionnaires’ Disease and Pontiac Fever) — ภาพรวมโรค Legionnaires’ และ Pontiac Fever พร้อมแนวทางควบคุมและป้องกัน Legionella ในระบบน้ำและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.osha.gov/Legionnaires-disease/ osha.gov

Similar Posts

  • โรคภูมิแพ้

    โรคภูมิแพ้ เป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ แพ้อาหาร แพ้ฝุ่นละออง แพ้เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่โรคภูมิแพ้ตัวเอง  ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบกับอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้  โดยโรคภูมิแพ้ อาจจะเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต

  • ปัญหาสุขภาพของผู้หญิงวัย 30 +

    ผู้หญิงที่เข้าวัย 30  ถือเป็นวัยที่กำลังได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไม่ต่างจากตอนช่วงอายุ 20 เลยด้วยซ้ำ เป็นวัยที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ผ่านประสบการณ์ชีวิต ก็อาจลืมใส่ใจเรื่องการทานอาหาร การออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย เครียดกับงาน ที่ทำให้สุขภาพอาจสวนทางกัน  หากไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยตัว ไม่ได้มีการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ อาจเสี่ยงโรคเหล่านี้ไม่รู้ตัว  เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 30 ร่างกายเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ มวลกระดูกบางลง หรือร่างกายอาจเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง เป็นต้น 

  • ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด คืออะไร?

    ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด (Innate immune system) เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับระบบภูมิคุ้มกันประเภทนี้ ถูกถ่ายทอดจากพันธุกรรม คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อป้องกันและสกัดเชื้อโรค ซึ่งเป็นกลไกที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ผิวหนัง เยื่อบุ เยื่อเมือกต่าง ๆ ช่วยขัดขวางไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือ กรดในกระเพาะอาหาร น้ำตา เหงื่อ ช่วยทำลายเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงเซลล์เพชฌฆาต (Natural Killer Cells; NK Cells) ที่พร้อมต่อสู้กับเนื้องอก เซลล์มะเร็ง หรือการติดเชื้อไวรัสอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดการติดเชื้อ  เพื่อทำให้ร่างกายเราปลอดภัยจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ซึ่งถือเป็นการป้องกันเชื้อโรคชั้นแรกของร่างกาย โดนภูมิคุ้มกันเเบบนี้มีมาตั้งเเต่เกิด โดยทารกที่มีอายุครรภ์ 5 สัปดาห์ จะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง เเต่ยังสร้างได้น้อยมาก เนื่องจากเริ่มมีการเจริญของอวัยวะน้ำเหลือง

  • โรคไมเกรน

    โรคไมเกรน (Migraine )เป็นโรคปวดหัวชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการปวดศีรษะที่รบกวนชีวิตประจำวัน โดยมีลักษณะการปวดแบบตุบๆ เป็นจังหวะ มักจะเกิดข้างเดียวของศีรษะ แต่ก็สามารถเป็นทั้งสองข้างได้ โดยอาการปวดในช่วงแรกมักมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อย และจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง และไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่นมากขึ้น

  • ตรวจสุขภาพประจำปีภูเก็ต เช็คสุขภาพให้ครบ จบที่เดียว

    การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทำเป็นประจำ เพื่อเช็คสุขภาพของตนเองให้ครบถ้วน ป้องกันโรคร้ายก่อนสาย ในปัจจุบันมีคลินิกตรวจสุขภาพมากมายเปิดให้บริการในภูเก็ต แต่ละแห่งก็มีบริการและราคาที่แตกต่างกันออกไป บทความนี้จะแนะนำคลินิกตรวจสุขภาพประจำปีภูเก็ต ครอบคลุมการตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจอุจจาระ และอื่นๆ ช่วยให้คุณตรวจสุขภาพได้อย่างครบถ้วน รู้สถานะสุขภาพของตนเอง

  • โรคลมชัก

    โรคลมชัก (Seizures/Epilepsy) หรือลมบ้าหมู (Grand mal) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย หรือเกิดจากเซลล์สมองที่ทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้า และปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ระบบประสาทเกิดความผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมตนเอง หรือเกิดอาการชักซ้ำๆ  โดยอาการแสดงที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นส่วนใดของสมองที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาไม่นาน มักเกิดขึ้นทันทีและหยุดเอง แต่อาการมักเกิดซ้ำขึ้นเรื่อยๆ 

    นอกเหนือจากการชักเกร็งกระตุกทุกส่วนของร่างกายนั้น อาจจะมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชัก หรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้  โดยอาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม หากปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อยๆ และไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ความจำเลอะเลือนชั่วคราว หรือหากมีอาการกำเริบขึ้นกะทันหันอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้