โรคลมชัก

โรคลมชัก หรือโรคลมบ้าหมู สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ก็มักจะพบในผู้ป่วยเด็ก และผู้สูงอายุ โดยโรคลมชักนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถช่วยให้อาการสงบและไม่มีอาการชัก 

โรคลมชัก คืออะไร?

โรคลมชัก (Seizures/Epilepsy) หรือโรคลมบ้าหมู (Grand mal) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย หรือเกิดจากเซลล์สมองที่ทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้า และปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ระบบประสาทเกิดความผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมตนเอง หรือเกิดอาการชักซ้ำๆ  โดยอาการแสดงที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นส่วนใดของสมองที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาไม่นาน มักเกิดขึ้นทันทีและหยุดเอง แต่อาการมักเกิดซ้ำขึ้นเรื่อยๆ 

นอกเหนือจากการชักเกร็งกระตุกทุกส่วนของร่างกายนั้น อาจจะมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชัก หรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้  โดยอาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม หากปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อยๆ และไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ความจำเลอะเลือนชั่วคราว หรือหากมีอาการกำเริบขึ้นกะทันหันอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

โรคลมชัก

สาเหตุโรคลมชัก

โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้คนทั่วไปเป็นโรคลมชักนั้น ได้แก่

  • อายุ โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุแต่ก็มักเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กตอนต้น และช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ความผิดปกติทางด้านโครงสร้างสมอง สาเหตุจากรอยโรคในสมองได้แก่ แผลเป็นที่ฮิปโปแคมปัส (สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ), เนื้องอกสมอง, เส้นเลือดสมองผิดปกติ, หลังการได้รับบาดเจ็บทางสมอง, การขาดอ็อกซิเจนหลังคลอดจากการคลอดลำบาก
  • พันธุกรรม ได้แก่ กลุ่มอาการที่เด่นชัดและเริ่มเกิดโรคลมชักตามอายุ, ความผิดปกติทางระบบประสาทร่วมกับผิวหนัง, เซลล์สมองพัฒนาผิดรูปบางชนิด
  • ประวัติครอบครัว หากในครอบครัวมีประวัติว่ามีผู้ป่วยโรคลมชัก ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมชักในครอบครัวก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
  • สาเหตุจากโรคติดเชื้อ เช่น ไข้สมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย, การติดเชื้อโปรโตซัวหรือพยาธิในสมอง
  • การติดเชื้อในสมอง เช่น ไข้สมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย การติดเชื้อโปรโตซัวหรือพยาธิในสมอง
  • อาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคลมชัก
  • โรคหลอดเลือดสมอง ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากหลอดเลือดสมองจนทำให้สมองถูกทำลายสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคลมชักได้
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองโดยตรง ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุ โรคนี้สามารถทำให้ความเสี่ยงโรคลมชักเพิ่มขึ้นได้
  • การติดเชื้อที่สมอง (Brain Infections) เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบที่สมองหรือไขสันหลัง ทำให้สมองและระบบทำงานของประสาทผิดปกติจนเกิดโรคลมชัก
  • เนื้องอกในสมอง หรือมะเร็งที่กระจายจากอวัยวะอื่นๆ มาสู่สมอง
  • ภาวะสมองพิการแต่กำเนิด ซึ่งเกิดตั้งแต่เมื่อทารกยังอยู่ในครรภ์
  • ภาวะสมองขาดออกซิเจน
  • สาเหตุจากภาวะเมตตาบอลิซึม เช่นภาวะความไม่สมดุลของสารน้ำ, เกลือแร่และน้ำตาล ได้แก่ภาวะระดับเกลือโซเดียมในเลือด และระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงหรือต่ำเกินไปเป็นต้น
  • สาเหตุจากภูมิคุ้มกัน เป็นสาเหตุที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันของตนเองเช่นโรคไข้สมองอักเสบบางชนิด Rasmussen encephalitis, Limbic encephalitis และโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง (SLE) เป็นต้น
  • โรคพยาธิตืดหมู (Cysticercosis) โดยโรคนี้มีสาเหตุมาจากพยาธิที่อยู่ในอาหารที่ปนเปื้อนและไม่ผ่านการปรุงสุก
  • อาการชักในวัยเด็ก โดยส่วนใหญ่ อาการชักที่เกิดขึ้นไม่นานมักไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา แต่ก็มีบางกรณีเช่นกันที่อาจส่งผลให้เด็กเสี่ยงเกิดโรคลมชักได้
  • ยังไม่ทราบสาเหตุ (Unknown) ได้แก่ โรคลมชักที่ไม่พบรอยโรคในสมอง (Non-lesional epilepsy)

อาการโรคลมชัก

โดยปกติอาการชักจะกินเวลาตั้งแต่ 30 วินาทีจนถึง 2 นาที หากอาการชักดำเนินไปเป็นเวลานานกว่า 5 นาทีจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน อาการลมชักอาจเกิดขึ้นหลังจากการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือการติดเชื้อ ทั้งนี้อาการลมชักโดยทั่วไปสามารถควบคุมได้ด้วยยา

อาการของโรคลมชักที่เห็นได้ชัด คือ อาการการชัก ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนอาจเกิดอาการชักได้หลายรูปแบบ โดยอาการชักที่มักพบได้บ่อย จะแบ่งออกได้ดังนี้

  • อาการชักแบบเหม่อ (Absence seizures)  พบได้บ่อยในวัยเด็ก อาการจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมาก อาการที่โดดเด่นคือการเหม่อลอย  ผู้ป่วยจะจ้องไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายเป็นระยะเวลาสั้นๆ คล้ายเหม่อประมาณ 2-3 วินาที แล้วกลับมาทำสิ่งที่ค้างอยู่ต่อไปโดยมักไม่มีการเคลื่อนไหวแขนขาหรือมีการขยับร่างกายเพียงเล็กน้อย เช่น การกะพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักชนิดนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียการรับรู้ในระยะสั้น ๆ ได้
  • อาการชักแบบชักกระตุกและเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยมักจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณหลัง แขนและขา จนอาจส่งผลให้ผู้ป่วยล้มลงได้
  • อาการชักแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Atonic Seizures) อาการชักที่ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง อาจทำให้สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อขณะเกิดอาการ และนำไปสู่การหมดสติ ส่งผลให้ผู้ป่วยล้มพับ หรือล้มลงได้อย่างเฉียบพลัน
  • อาการชักแบบชักกระตุก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยอาจทำให้เกิดการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ  หรือ เกิดการกระตุกซ้ำ ๆ โดยมักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณคอ ใบหน้า และแขน
  • อาการชักแบบชักสะดุ้ง (Myoclonic Seizures) ผู้ที่มีอาการชักสะดุ้งมักจะมีอาการกระตุกของแขน และขาอย่างเฉียบพลัน  โดยจะเกิดอาการชักกระตุกของแขนและขาคล้ายกับการโดนไฟฟ้าช็อต ส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังจากตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน
  • อาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (Tonic–clonic Seizures) เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติรบกวนเวลาการทำงานของสมองทั้งหมด จะเกิดอาการชักที่เรียกว่า อาการชักทั่วทุกส่วน หรือที่เรียบว่าลมบ้าหมู ชนิดที่พบบ่อยคือ อาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว อาการชักนี้อาจทำให้ผู้คนไข้มีปัญหามากที่สุดโดยอาจสูญเสียสติ หรือสูญเสียความรู้สึกตัวทันที และล้มลงกล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งทั่วทั้งตัว และสั่น ตาจะเหลือกค้าง น้ำลายฟูมปาก อาจจะกัดลิ้นตนเอง สูญเสียการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ หรือปัสสาวะราด ระยะเวลาชักนานประมาณ 2-3 นาที หลังชักมักจะเพลียและนอนหลับหลังจากหยุดชัก จากนั้น หลังจากอาการบรรเทาลง ผู้ป่วยจะกลับมารู้สึกตัวแต่มักจะจำไม่ได้ว่าเกิดอาการชักขึ้น
อาการโรคลมชัก

การวินิจฉัยโรคลมชัก

การวินิจฉัยโรคลมชักเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ก็จะไม่สามารถรักษาได้ หรือการรักษาอาจได้ผลไม่เต็มที่ ซึ่งการวินิจฉัยโรคลมชักนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะบางอาการของโรคลมชักก็ใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคไมเกรน ภาวะตื่นตระหนก การวินิจฉัยจึงต้องใช้เวลาในการตรวจและทดสอบจึงจะทราบผลที่แน่ชัด

โดยแพทย์จะทำการซักถามเกี่ยวกับประวัติการรักษา และประวัติส่วนตัวต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ประวัติการใช้ยา ประวัติการใช้เสพยาเสพติด หรือพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์

จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดไปพิจารณาควบคู่กับการทดสอบทางการแพทย์ เช่น

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram: EEG) เพื่อตรวจการทำงานที่ผิดปกติของสมองผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่กับหนังศีรษะ โดยในขณะทำการทดสอบ อาจมีการให้มองเข้าไปในแสงแฟลช และหายใจลึก ๆ แล้วหลับตา และในบางรายอาจมีการตรวจเช็กคลื่นสมองในขณะหลับ โดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กบันทึกการทำงานของสมองตลอด 24 ชั่วโมงแล้วจึงนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography: CT Scan) เป็นการเอกซเรย์ที่ช่วยให้เห็นภาพตัดขวางของสมอง ซึ่งอาจทำให้แพทย์สามารถเห็นภาพความผิดปกติของสมองที่อาจเป็นสาเหตุของอาการชักได้
  • การเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เป็นการตรวจที่ใช้คลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุสร้างภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นประโยชน์ในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดโรคลมชักจากปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ความบกพร่องของสมอง หรือเนื้องอกสมอง
  • การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อหาจุดความผิดปกติของสมองที่ทำให้เกิดอาการชัก เช่น PET scan และ SPECT
  • การตรวจเลือดและการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจหาสัญญาณของการติดเชื้อในสมอง
  • การตรวจเลือดหาสาเหตุทางพันธุกรรมในโรคลมชักบางชนิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์

การรักษาโรคลมชัก

โรคลมชักบางชนิดรักษาหายขาดได้ การรักษาแพทย์จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นโรคลมชักที่มาจากสาเหตุใด เพื่อทำการรักษาได้ถูกต้อง ได้แก่

  • การใช้ยากันชัก เพื่อช่วยกดสมองส่วนที่มีการปล่อยคลื่นลมชักออกมา ทำให้ไม่ชัก โดยปัจจุบันมียากันชักหลากหลายชนิด  ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการรักษาโดยการใช้ยาต้านอาการชัก (Anti–epileptic Drugs: AEDs) ทว่ายาต้านอาการชักนั้นไม่สามารถรักษาโรคลมชักให้หายขาดได้ ทำได้เพียงควบคุมอาการชักเท่านั้น โดยกลไกหลักของยาต้านอาการชักนั้นก็คือ ตัวยาจะเข้าไปปรับเปลี่ยนปริมาณสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับนำกระแสไฟฟ้าในสมอง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการชัก
    โดยการเลือกใช้ยาต้านอาการชักนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น
    • ชนิดของอาการชักที่ผู้ป่วยเป็น
    • อายุของผู้ป่วย
    • การใช้ยาของผู้ป่วย เนื่องจากยาต้านอาการชักอาจส่งผลกับยาชนิดอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด
  • หากการใช้ยาต้านอาการชักไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะให้ใช้การรักษาอื่น ๆ เช่น การควบคุมอาหารสูตรพิเศษ แบบคีโตเจนิคไดเอต (Ketogenic Diet) ที่เป็นการควบคุมอาหารโดยเน้นอาหารที่มีไขมันสูงและคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนต่ำ เนื่องจากการรับประทานอาหารสูตรนี้มีความเชื่อว่าอาจช่วยลดแนวโน้มการเกิดอาการชักได้
  • การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ในกรณีที่พบเนื้องอกในสมองหรือหลอดเลือดผิดปกติ หรืออาการชักที่ควบคุมไม่ได้ด้วยยากันชัก และตรวจเพิ่มเติมพบว่ามีจุดกำเนิดชัก ที่สามารถผ่าตัดออกได้ ดังนี้
    • การกระตุ้นเส้นประสาทสมอง (Vagus Nerve Stimulation: VNS) เป็นการผ่าตัดฝังอุปกรณ์ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณกระดูกไหปลาร้า เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปยังเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) และช่วยให้ความถี่และความรุนแรงของอาการชักลดลงได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยยังต้องใช้ยาต้านอาการชักร่วมด้วย และอาจพบอาการข้างเคียง เช่น เสียงแหบ เจ็บคอ หรือไอขณะที่อุปกรณ์ทำงาน
    • การกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation: DBS) เป็นการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าไว้ที่บริเวณสมองเพื่อลดการทำงานที่ผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการชัก โดยอุปกรณ์นี้สามารถลดความถี่ของอาการชักได้ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง เกิดภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาเกี่ยวกับความจำ
  • เพื่อให้การรักษาด้วยยาสัมฤทธิ์ผล ในระหว่างการรักษาผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้
    • รับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
    • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงของยาที่ใช้ หรือต้องใช้ยาชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปหรือสมุนไพร
    • ห้ามหยุดยาด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
    • แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการซึมเศร้าหรือมีความคิดฆ่าตัวตาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ
    • ปรึกษาแพทย์หากผู้ป่วยมีอาการไมเกรนร่วมด้วย ซึ่งแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ใช้ยาต้านอาการชักที่สามารถป้องกันโรคไมเกรนไปได้พร้อม ๆ กัน

ตรวจโรคลมชัก ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • ทำความรู้จักกับยาปฏิชีวนะ คืออะไร?

    ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)  หรือเรียกันสั้น ๆ ว่ายาฆ่าเชื้อ  คือ ยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่า หรือยับยั้งการเจริญเติบ หรือต้านจุลชีพซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย างคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (แอนติแบคทีเรียล/Antibacterial)  หรือ ยาต้านจุลชีพ(Antimicrobial agent/drug) ในร่างกายของมนุษย์จะมีระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น เม็ดเลือดขาวที่ใช้ป้อง กันการบุกรุกของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อาทิ เชื้อวัณโรค เป็นต้น ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เชื้อโรคมีมากจนภูมิต้านทาน หรือเม็ดเลือดขาวสู้ไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องหาผู้ช่วย เช่น ยาปฏิชีวนะ เข้ามาเป็นกำลังเสริม 

  • ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

    ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) เป็นอาการอักเสบซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด ทำให้เกิดอาการระคายเคือง คัน และมีตกขาวผิดปกติ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงทุกช่วงวัย แต่มักพบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีช่วงอายุ 15-49 ปี  แม้ว่าในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ได้เช่นกันและเป็นสาเหตุของภาวะตกขาวผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด

  • โรคเกี่ยวกับไตที่พบได้บ่อยในคนไทย

    โรคไต คือ กลุ่มโรค หรือภาวะที่ทำให้ไตเกิดความเสียหาย หรือทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมา เนื่องจากไตไม่สามารถฟอกเลือดหรือขับของเสียออกจากเลือดได้ตามปกติ  มีหลายชื่อเรียกกัน เช่น ไตวาย ไตเสื่อม ไตทำงานลดลง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ โรคไตเฉียบพลัน และโรคไตเรื้อรัง หากป่วยเป็นโรคไต ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ดังนั้น หากสังเกตพบอาการที่บ่งชี้ว่าไตมีปัญหา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาให้ทันการณ์

  • โรคอาหารเป็นพิษ

    โรคอาหารเป็นพิษ คืออะไร?

    โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน ของเชื้อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย (หรือสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย) ไวรัส หรือ เชื้อปรสิต หรือในบางครั้งอาจรวมถึงพิษจากโลหะหนักต่าง ๆ ด้วย ทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหารที่มีความรุนแรงแตกต่างกันไปจากหลาย ๆ ปัจจัย  โดยทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ท้องเสียถ่ายเหลว หรือปวดท้อง ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง แต่หากเกิดอาการรุนแรงขึ้นก็อาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้

  • โรคเกี่ยวกับตับที่พบได้บ่อยในคนไทย

    โรคตับ คือ อาการเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ตับเกิดความเสียหาย จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือทำได้แต่ด้อยประสิทธิภาพลง เพราะตับ เป็นอวัยวะสำคัญ ที่มีหน้าที่สร้างน้ำดี เพื่อการช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน และทำลายสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย พร้อมทั้งกรองของเสียต่างๆ ให้เป็นของดีมีประโยชน์ สามารถนำกลับมาใช้ในร่างกาย หากตับทำงานได้น้อยลง หรือเกิดโรคของตับ เช่น มีไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง  จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างก่ายที่ส่งผลไปทั้งระบบ จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้เมื่อตับเสียการทำงานจนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะตับวาย และโรคมะเร็งตับได้

  • โรคภูมิแพ้อากาศ

    โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) หรืออาจเรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือไข้ละอองฟาง (Hay Fever) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่มองว่าสารก่อภูมิแพ้ที่รับเข้าไปนั้นเป็นอันตรายกับร่างกาย ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอันตราย ทำให้เกิดป็นปฏิกริยาภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้บางชนิด เช่น ละอองเกสร ขนสัตว์ หรือเกิดจากสภาพอากาศเป็นพิษ จากสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ในบรรยากาศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน เช่น ความร้อน, ความเย็น และความชื้น เป็นต้น