โรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็ง คือ เป็นโรคที่เซลล์ภายในร่างกายของเรามีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติ โดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้ เซลล์มะเร็งมักแบ่งตัว อย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา เซลล์มะเร็งจะลุกลาม และทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบรวมทั้งอวัยวะข้างเคียง หรืออาจแพร่กระจายไปตามหลอดเลือดและ/หรือทางเดินน้ำเหลืองไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เมื่อมีเซลล์มะเร็งมากขึ้น อวัยวะเหล่านั้นจะถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้ ท้ายที่สุดผู้ป่วยจะเสียชีวิต

ซึ่งโรคมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนม และท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดีการตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

โรคมะเร็งเต้านม  คืออะไร?

เต้านม อวัยวะที่แสดงถึงลักษณะทางเพศหญิงอย่างหนึ่ง ประกอบไปด้วยต่อมน้ำนม ท่อน้ำนม ไขมัน เส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง เต้านมวางอยู่บนกล้ามเนื้อหน้าอกและซี่โครง มีหน้าที่ในการสร้างน้ำนม โดยเต้านมจะขยายขนาดตอบสนองกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งผลิตจากรังไข่เป็นหลัก 

โรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer) เกิดเนื่องการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้องอก โดยหากไม่ได้รับการรักษา มะเร็งจะโตขึ้นและกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ก่อนที่จะกระจายไปอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก จนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต 

โรคมะเร็งเต้านม

สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม

เกิดจากเซลล์ที่เจริญเติบโตรวดเร็วมากผิดปกติ โดยเฉพาะเซลล์ในท่อน้ำนม และเนื้อเยื่อบุผิวต่อมน้ำนมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนในเต้านมหรือมะเร็งเต้านม การเจริญเติบโตที่ผิดปกตินี้อาจลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่น ๆ โดยสาเหตุของมะเร็งเต้านมนั้นอาจเกิดมาจากฮอร์โมน การดำเนินชีวิตประจำวัน และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีทั้งมีความเสี่ยงที่ควบคุมได้ เช่น รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย รวมไปถึงการทำกิจกรรมที่ได้รับรังสีในปริมาณสูง หรือการทานยาคุม เป็นต้น  และความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุที่มากขึ้นพบมากในหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีคนในครอบครัวเคยเป็น หรือจากการกลายพันธุ์ของยีน เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นมะเร็งเต้านม

  • เพศหญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าเพศชาย 
  • อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ประวัติของคนในครอบครัวสายตรง เช่น ผู้ที่มีมารดา น้องสาว หรือลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุยังน้อย มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น
  • การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 (BRCA ย่อมาจาก BReast CAncer gene) มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย
  • มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับเต้านมหรือโรคมะเร็งเต้านม เช่น หากมีประวัติเคยเป็นโรคเต้านมที่ไม่เป็นมะเร็ง (Lobular carcinoma in situ: LCIS) หรือมีภาวะก่อนเป็นมะเร็งในเต้านม (Atypical ductal hyperplasia: ADH) ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งในเต้านมข้างหนึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งในเต้านมอีกข้างเช่นกัน  
  • หญิงที่มีน้ำหนักตัวมากหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงมากขึ้น
  • การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร หญิงที่มีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปี หรือหญิงที่ไม่เคยตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้น 
  • ประจำเดือนและวัยทอง การที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปีหรือการที่เข้าสู่วัยทองช้าจะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม 
  • การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน เมื่อรับประทานฮอร์โมนทดแทน ซึ่งประกอบไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพื่อรักษาอาการวัยทอง ความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมจะสูงขึ้น และจะลดลงเมื่อเลิกรับประทาน
  • การสัมผัสกับรังสี ผู้ที่สัมผัสกับรังสีตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีความเสี่ยงสูง
  • การดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จะมีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม

อาการโรคมะเร็งเต้านม

ในระยะแรกของโรคนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมาทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองมีโรคร้ายนอกจากจะได้รับการตรวจด้วยเครื่อง Mammogram ส่วนอาการที่มักปรากฏเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติที่เต้านมมีดังนี้

  • คลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม หรือใต้รักแร้ 
  • ช่วงไม่มีประจำเดือนมีอาการเจ็บปวดบริเวณเต้านม
  • กดที่เต้านมแล้วผิวหนังบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล
  • เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม หรือเกิดผื่นคันที่เต้านมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
  • ลักษณะรูปร่างเต้านมที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ระยะของโรคมะเร็งเต้านม

  • ระยะที่ 1 เชื้อจะยังไม่กระจาย โดยก้อนมะเร็งเต้านมขนาดไม่เกิน 2 cm และยังไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
  • ระยะที่ 2  เชื้ออาจเริ่มแพร่กระจาย โดยก้อนมะเร็งเต้านม 2-5 cm หรือมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
  • ระยะที่ 3 เชื้อจะเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง โดยก้อนมะเร็งที่ลุกลามมาถึงผนังหน้าอก หรือมีการแตกเป็นแผล หรือมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ทำให้เนื้อบริเวณรักแร้ติดกับอวัยวะใกล้เคียง ในระยะนี้ก้อนเนื้อจะมีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร
  • ระยะที่ 4  เชื้อจะแพร่สู่อวัยวะอื่น ๆ มีการกระจายของมะเร็งออกไปนอกเต้านม และต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงแล้ว ได้แก่ การกระจายไป ปอด ตับ สมอง กระดูก ระยะนี้ก้อนเนื้อจะมีขนาดได้หลายขนาด
อาการโรคมะเร็งเต้านม

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

จะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำ คือ วิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น

โดยแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้

  • การตรวจทางรังสีวิทยา
    • การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography)
    • การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound)
    • การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (magnetic resonance imaging: MRI)
  • การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy)
  • การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจเลือด
  • การตรวจเพิ่มเติม
    • การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก
    • การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan)
    • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan: CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านมอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีวิธีดังนี้

  • การผ่าตัด แบ่งออกเป็น
    • การผ่าตัดเต้านมทั้งข้าง (Mastectomy)
    • การผ่าตัดเฉพาะก้อนมะเร็ง (Lumpectomy) ในผู้ป่วยมะเร็งระยะต้น
    • การผ่าตัดเต้านมหร้อมกับการสร้างเต้านมใหม่
  • การฉายแสง
  • การรักษาด้วยยา ได้แก่
    • ยาเคมีบำบัด
    • ยามุ่งเป้า
    • ยาต้านฮอร์โมน
    • ยาภูมิคุ้มกันบำบัด

โดยแพทย์อาจใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้การรักษาหลายๆอย่างร่วมกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค อายุและความแข็งแรงของผู้ป่วย ที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
  • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
  • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 (human epidermal growth factor receptor 2)

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

  • ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง เช่น การตรวจเต้านมหรือแมมโมแกรม เป็นประจำ 
  • เรียนรู้วิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง หมั่นสังเกตเต้านมว่ามีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปหรือมีความผิดปกติใด ๆ หรือไม่
  • จำกัดการใช้ฮอร์โมนทดแทนโดยใช้ปริมาณต่ำที่สุดและระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม
  • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว ปลา และน้ำมันที่มีประโยชน์ เช่น น้ำมันมะกอก
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ที่วันละ 1 แก้วหากต้องการดื่ม
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที
  • การป้องกันด้วยการรรับประทานยา รับประทานยายับยั้งเอสโตรเจนเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โดยก่อนเริ่มการรับประทานยาดังกล่าวต้องมีการประเมินความเสี่ยงและแนะนำถึงข้อดีข้อเสียของการรับประทานยาดังกล่าว
  • การผ่าตัดป้องกัน หญิงบางรายอาจตัดสินใจที่จะเข้ารับการผ่าตัดป้องกันการเป็นโรคโดยทำการผ่าตัดเต้านมหรือรังไข่ที่ยังไม่เป็นโรคออก เพื่อลดความเสี่ยง

ติดต่อเรา

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • ดื่มน้ำอย่างไร? ให้ดีต่อร่างกาย

    การดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ นั้นดีต่อร่างกาย เพราะร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 70% จึงจำเป็นต้องมีน้ำคอยหล่อเลี้ยงให้เซลล์ และอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ และมีประสิทธิภาพ น้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวัน ช่วยให้สุขภาพดี กระปรี้กระเปร่าได้ทั้งวัน ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก 

  • โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

    โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection : UTI) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากบริเวณรอบท่อปัสสาวะ สามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย โดยทั่วไปจะพบในช่วงเจริญพันธุ์ คือ อายุ 17 ถึง 50 ปี และ  เฉพาะพนักงานออฟฟิศ หรือคนที่นั่งโต๊ะทำงาน เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยน ทำให้บ่อยครั้ง ต้องมีการอั้นปัสสาวะเป็นระยะเวลานานๆ หรือเร่งรีบเบ่งปัสสาวะซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค และ พบได้บ่อยในสตรีมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นประมาณ 45 ซม. และมีลักษณะแบบเปิดบริเวณอวัยวะเพศทำให้มีโอกาสติดเชื้อตอนมีเพศสัมพันธ์เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะจนเกิดการอักเสบได้ง่ายกว่า

  • โรคไตเรื้อรัง

    โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease)  คือ สภาวะที่ไตถูกทำลาย มีผลทำให้ความสามารถของไตในการทำงานลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ (estimated Glomerular Filtration Rate, eGFR) หรือไตมีภาวะผิดปกติ เช่น การรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือด การกำจัดของเสียออกจากเลือด การกำจัดยาและพิษออกจากร่างกาย การหลั่งฮอร์โมนเข้าสู่กระแสเลือด  มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางรังสีวิทยา เป็นต้น ในระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป  เป็นต้น 

  • โรคเอ็ดเวิร์ดซินโดรม

    เอ็ดเวิร์ด ซินโดรม (Edward’s Syndrome หรือ Trisomy 18) คือ โรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวของกับความผิดปกติของโครโมโซม เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง ซึ่งความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นหากมารดามีอายุมากขึ้น ทำให้มีอาการผิดปกติจากคนทั่วไป เช่น ปัญญาอ่อน ปากแหว่ง เพดานโหว่ ปากและกรามเล็ก คางเว้า ขากรรไกรสั้น หูต่ำกว่าคนปกติ มีรอยพับย่นบนเปลือกตา นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติเกี่ยวกับม่านตา ผิวทับซ้อนกันขณะกำมือ นิ้วมือบิดงอ กำแน่น และไม่พัฒนา สะดือจุ่น อัณฑะไม่ลงไปในถุง ปอด และระบบย่อยอาหารผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับไต หัวใจพิการ น้ำหนักน้อย โดนส่วนใหญ่จะพบในเด็กทารกผู้หญิง และเสียชีวิตตั้งแต่ก่อน 1 ขวบ

  • ตรวจเลือด HIV ภูเก็ต ที่ไหนดี? มาดูกันว่าคลินิกตรวจเลือด ภูเก็ตมีที่ไหนบ้าง

    โรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) เชื้อไวรัสนี้จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่าย ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด แต่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้

  • ภาวะแทรกซ้อนของภาวะความดันโลหิตต่ำ

    ความดันต่ำ หรือ ความดันโลหิตต่ำ  (Hypotension) ไม่ใช่โรค เพราะลักษณะของอาการไม่ได้พัฒนา และนำไปสู่โรคเรื้อรังอื่น ๆ เป็นเพียงภาวะที่ความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท เกิดได้กับภาวะความดันต่ำทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันส่งผลทำให้ไปล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ

    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากความดันโลหิตต่ำ มีดังนี้

    การล้ม และการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับการล้ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับภาวะความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ และเป็นลมได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ