โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคผื่นภูมิแพ้ทางผิวหนัง มีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งมักเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด แพ้อากาศ  ซึ่งโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น

โดยผิวหนังที่มีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สารกันแดด เนื้อผ้าที่สวมใส่บางชนิด น้ำ หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศที่แห้ง และเย็น อาจทำให้เกิดอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

​​โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง คืออะไร?

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง  ชนิดหนึ่งมีอาการเป็นๆ หายๆ โดยมีอาการคันมากตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลากลางคืน  ผิวหนังแห้ง อักเสบ และมีอาการกำเริบเป็นระยะๆผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีแนวโน้มทางพันธุกรรมอยู่เป็นพื้นฐาน ผู้ป่วยมักมีประวัติแพ้อากาศ ไอ จามบ่อยๆ หอบหืดหรือเยื่อบุตาอักเสบ โดยเฉพาะเวลาที่อากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงคนในครอบครัวของผู้ป่วยมักมีประวัติ โรคภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ ไอ จามบ่อยๆ หอบหืด หรือผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ 

อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวเลยก็เป็นโรคนี้ได้ ทั้งนี้เพราะความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้นอยู่ในยีนในครอบครัวผู้ป่วยได้ โดยไม่เกิดอาการ นอกจากพันธุกรรมแล้วปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญคือ สิ่งแวดล้อมเช่น อาหาร ไรฝุ่น สารก่อการระคาย หรือสารก่อภูมิแพ้ผิวหนังของผู้ป่วยจะไว (sensitive) ต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวทั้งสภาพทางกายภาพ เช่น ภาวะอากาศร้อนเกินไป เย็นเกินไป แห้ง ชื้น สารเคมีที่ระคายผิวหนังและสิ่งมีีชีวิตต่างๆ เช่น แมลง เชื้อโรค เป็นต้น

เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้บ่อยในวัยเด็ก มักพบในเด็กต่ำกว่า 5 ปีอาการสำคัญคือพบประมาณร้อยละ 10-17 ในเด็ก ในขณะที่ผู้ใหญ่มีโอกาสพบร้อยละ 9-15 และผู้ป่วยมักจะมีภูมิแพ้ร่วมด้วย ๆ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ (Allergic conjunctivitis) , ภูมิแพ้อากาศ ,เยื่อบุจมูกอักเสบ (Allergic rhinitis) หรือ หอบหืด (Asthma) โดยโรคในผู้ป่วยภูมิแพ้ผิวหนังส่วนใหญ่เมื่อมีอาการในวัยเด็กและอาการจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

สาเหตุโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังนี้ แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีพ่อแม่ หรือญาติใกล้ชิดเป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ เช่น หอบหืด แพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ร่วมกับโครงสร้างของผิวหนังที่ไม่สมบูรณ์ และการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ซึ่งผู้ป่วยจะมีการตอบสนองที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง และมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นรุนแรงขึ้นเมื่อผิวหนังไม่สมบูรณ์แข็งแรง สารระคายเคืองและสารก่อการแพ้จะผ่านเข้าสู่ผิวได้ง่าย ทำให้เกิดผื่นผิวหนังแห้ง แดง อักเสบ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเกิดอาการคัน และเกามากจนเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังได้บ่อย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

  • พันธุกรรม หากมีประวัติเป็นภูมิแพ้ ผู้ที่มีประวัติส่วนตัว หรือครอบครัวเป็นโรคผิวหนัง ภูมิแพ้ ไข้ละอองฟาง หรือหอบหืด มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้มากกว่า หรือมีความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้น 2 เท่า
  • อายุ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักพบบ่อยในวัยทารก
  • การแพ้อาหาร คือ ผู้ป่วยโรคนี้ประมาณร้อยละ 10 พบว่าอาหารบางชนิดเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้
  • ความเครียด
  • โครงสร้างผิวหนังไม่สมบูรณ์
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือบุหรี่
  • การสัมผัสสารระคายเคือง/สารก่อการแพ้ เช่น สบู่ ผงซักฟอก ที่มีฤทธิ์เป็นด่างจะละลายไขมัน ทำให้ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นมากขึ้นได้
  • มลภาวะและสภาพสิ่งแวดล้อม หรือสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น สภาวะที่มีละอองเกสร แมลง ขนสัตว์ ไรฝุ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผื่นมีอาการคันมากขึ้น
  • เสื้อผ้า ไม่ควรใช้เครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับที่มีขน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์เพราะจะทำให้เกิดการค้นเพิ่มมากขึ้น
  • อาชีพ งานที่ต้องมีการสัมผัสกับโลหะ ตัวทำละลาย หรือสารทำความสะอาดบางชนิด จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
  • เชื้อโรคชนิดต่างๆ เช่น แบคทีเรีย เขื้อรา อาจแทรกซ้อนทำให้เกิดการติดเชื่อบนผิวหนังของผู้ป่วย ผิวหนังที่อักเสบอยู่เดิมจะกำเริบมากขึ้น กรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย
  • ฤดูกาล ผื่นผิวหนังอักเสบมักมีอาการมากขึ้นในฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศต่ำ อากาศที่แห้งและเย็นจะทำให้ผิวหนังผู้ป่วยคันและอักเสบมากขึ้น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน  เพราะอากาศที่ร้อนทำให้เหงื่อออกมากทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันและเกิดผื่นผิว หนังอักเสบมากขึ้นได้เช่นเดียวกับฤดูหนาว

อาการโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ผิวหนังโดยทั่วไปของผู้ป่วยจะค่อนข้างแห้ง อาการสำคัญคือ คัน ผื่นแดง แห้งเป็นขุย มักไม่มีตุ่มน้ำ ติดเชื้อได้ง่ายกลายเป็นตุ่มหนอง อาจมีน้ำเหลืองไหล ส่วนใหญ่เป็นบริเวณหน้า แก้ม คอ ข้อพับ ผื่นของเด็กมักเกิดที่ศีรษะ และใบหน้า ส่วนในผู้ใหญ่เกิดที่ข้อศอก ข้อเข่า คอ มือ และเท้า

โดยอาการของโรคจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มช่วงอายุของผู้ป่วย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  • วัยทารก พบระหว่างอายุ 2 เดือนถึง 2 ปี ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยมักจะเริ่มพบผื่นแดงคัน มีตุ่มแดงและตุ่มน้ำเล็กๆอยู่ในผื่นแดงนั้น ที่แก้มถ้าตุ่มน้ำแตกออกจะมีน้ำเหลืองเยิ่มหรือตกสะเก็ด อาจพบร่องรอยจากการเกา หรือขัดถู โดยเฉพาะบริเวณที่ทารกคืบ ถูไถ สัมผัสกับพื้นหรือที่นอน  ผื่นอาจลุกลามไปยังผิวหนังบริเวณอื่นๆของร่างกาย เช่น บริเวณใบหน้า ซอกคอ ลำตัว แขน ข้อศอก ขา เข่า มือ เท้า หรือ ในรายที่เป็นมากๆ ผื่นจะเกิดทั่วร่างกายได้
  • วัยเด็ก อายุระหว่าง 2-12 ปี ตำแหน่งรอยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ บริเวณรอบคอ ข้อพับด้านในของแขนและขา เมื่อโรครุนแรงอาจลุกลามไปยังผิวหนังส่วนอื่นๆได้ ผื่นมักประกอบด้วยตุ่มนูนแดงแห้งๆ มีขุยเล็กน้อย มักไม่พบตุ่มน้ำแตกแฉะเหมือนวัยทารก มีอาการคัน ผู้ป่วยมักเกาจนเกิดรอยถลอกหรืออาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในรอยโรคได้
  • วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ มักพบผื่นบริเวณรอบคอ ข้อพับแขน ขา คล้ายที่พบในเด็กโต ในรายที่เป็นมากๆผื่นจะเกิดทั่วร่างกายได้เช่นกัน ผู้ป่วยโรคนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดผิวหนังอักเสบบริเวณมือได้ง่าย หรือมีอาการคันมาก และเกาจนเป็นผื่นหนา แข็ง นูน โดยมักพบที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และใบหน้าได้บ่อยในวัยผู้ใหญ่
การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

การรักษาผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอย่างเหมาะสม สามารถช่วยป้องกันการกำเริบของผื่น โดยมีเป้าหมาย คือ พยายามควบคุมอาการต่าง ๆ ของโรคไม่ให้กำเริบ และอยู่ในช่วงสงบนานที่สุดจนกว่าโครงสร้างของผิวหนังจะค่อย ๆ ดีขึ้น ซึ่งการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อประเมินความรุนแรง และความเหมาะสมในการรักษา

  • ไม่ให้ผู้ป่วยเกา เนื่องจากการเกาจะทำให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบกำเริบเห่อมากขึ้น อาจรับประทานยาต้านฮีสตามีนเพื่อช่วยลดอาการคัน
  • กรณีที่มีตุ่มหนองเกิดแทรกซ้อนบนตุ่มหรือผื่นแดง แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์เพราะผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย
  • การรักษาอื่นๆเช่น การฉายแสงอาทิตย์เทียม การรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ใช้ในรายที่เป็นรุนแรงมากและเป็นบริเวณกว้าง ไม่สามารถรักษาได้ผลด้วยวิธีต่างๆข้างต้นได้แล้ว ควรปรึกษาแพทย์
  • อาบน้ำด้วยสบู่ที่ไม่ระคายเคืองและไม่ใช้เวลานานเกินไป โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำที่อุณหภูมิห้อง
  • หลังอาบน้ำให้ซับตัวหมาดๆ แล้วทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นภายใน 3 นาที จะช่วยลดการใช้ยาทาสเตียรอยด์ได้ โดยทาบ่อยๆ เพราะยาทากลุ่มสเตียรอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง ควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง ปัจจุบันมียาทากลุ่มใหม่ ได้แก่ tacrolimus และ pimecrolimus ซึ่งควบคุมอาการของโรคได้ดีพอควรแต่มีราคาแพง การใช้ยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์
  • ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิวมีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 4-6 ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม และควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวอย่างอ่อนโยน
  • ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และทำให้เสียสมดุลของจุลชีพบนผิวหนังได้
  • ทาผิวแห้งโดยการทามอยซ์เจอไรเซอร์  (Moisturizer) หรือโลชั่น ควรทาหลังอาบน้ำทันที ถ้าผิวหนังยังแห้งมากควรทาเพิ่ม สามารถทาได้วันละหลายครั้ง หรือทาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และทาภายหลังการอาบน้ำทันที เพื่อให้เก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้มากที่สุด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้ผื่นกำเริบได้

การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังด้วยยา

  • ยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ (Topical anti-inflammatory drugs)
    • ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น Clobetasol propionate (ความแรงสูงมาก), Betamethasone dipropionate (ความแรงสูง), Betamethasone valerate (ความแรงปานกลาง), Hydrocortisone (ความแรงต่ำ) จะช่วยลดการอักเสบ และอาการคัน การรักษาควรเริ่มใช้ยาที่มีความแรงระดับปานกลาง เมื่อการอักเสบของผิวหนังดีขึ้นและควบคุมอาการได้ จึงลดความแรงของยาลงมาเป็นระดับต่ำ หรือหยุดใช้ยา โดยผลข้างเคียงของยาทากลุ่มสเตียรอยด์ อาจทำให้ผิวหนังบางลง สีผิวบริเวณที่ทาจางลง มีจ้ำเลือด หรือมีสิว บริเวณที่ทายาได้
    • ยาทากลุ่ม Calcineurin inhibitors เช่น Tacrolimus, Pimecrolimus พบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ใช้เป็นยาทางเลือกในการรักษาทดแทนยาทากลุ่มสเตียรอยด์
  • ยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Systemic anti-inflammatory drugs)
    • ได้แก่ ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดหรือรับประทาน และยากดภูมิคุ้มกัน มักใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป
    • นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมียาฉีด Dupilumab ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดย Dupilumab เป็นยาในกลุ่ม Monoclonal antibody บริหารยาโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งยานี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังระดับปานกลางจนถึงระดับรุนแรง ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป
  • ยาอื่นๆ
    • ยาต้านฮีสตามีนชนิดรับประทาน อาจช่วยลดอาการคันและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น
    • ยาปฏิชีวนะ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • การรักษาด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเลต (Phototherapy) เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ใหญ่ หรือในเด็กที่อายุมากกว่า 12 ปี แต่อาจเกิดผลข้างเคียงในระยะยาวที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย หรืออาจเป็นมะเร็งผิวหนังได้

การตรวจโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • การตรวจสุขภาพมีความสำคัญอย่างไร?

    การตรวจสุขภาพ คือ พื้นฐานการดูแลคุณภาพชีวิตให้ดำรงอยู่ได้นานๆ แต่หลายคนกลับยังไม่เข้าใจว่า เราต้องตรวจอะไร ตรวจเมื่อไหร่ ตรวจแล้วดีอย่างไร

    ปัจจุบันการตรวจสุขภาพมีความสำคัญ  เนื่องจากบางโรคระยะเริ่มต้นไม่มีอาการแสดงให้ทราบ  การตรวจพบปัญหาในระยะแรกเริ่มจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพที่ดีกว่า

  • ระบบภูมิคุ้มกัน คืออะไร?

    ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) คือ เป็นกลไกการทำงานของร่างกายระบบหนึ่ง ที่เป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกัน หรือต่อต้านไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดการติดเชื้อจากเชื้อโรคเหล่านั้น หรือคอยช่วยเหลือไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยสิ่งแปลกปลอมทั้งภายนอก ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือสารพิษจากจุลินทรีย์ หรือจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย เช่น เนื้องอก หรือเซลล์มะเร็ง

  • โรคเกี่ยวกับไตที่พบได้บ่อยในคนไทย

    โรคไต คือ กลุ่มโรค หรือภาวะที่ทำให้ไตเกิดความเสียหาย หรือทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมา เนื่องจากไตไม่สามารถฟอกเลือดหรือขับของเสียออกจากเลือดได้ตามปกติ  มีหลายชื่อเรียกกัน เช่น ไตวาย ไตเสื่อม ไตทำงานลดลง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ โรคไตเฉียบพลัน และโรคไตเรื้อรัง หากป่วยเป็นโรคไต ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ดังนั้น หากสังเกตพบอาการที่บ่งชี้ว่าไตมีปัญหา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาให้ทันการณ์

  • สัญญาณเตือนหูติดเชื้อ จากปวดหูเล็กน้อยสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ตรวจ และรักษาได้ที่ภูเก็ต

    หูเป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาททั้งในการได้ยิน และการรักษาสมดุลของร่างกาย เมื่อเกิดการติดเชื้อในหู หรือที่เรียกว่า Ear Infection จึงอาจส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพโดยรวมได้อย่างมาก การติดเชื้อในหูสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา โดยพบได้บ่อยในเด็กเล็กแต่ก็เกิดในผู้ใหญ่เช่นกัน เราจะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมเกี่ยวกับหูติดเชื้อ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การรักษา ไปจนถึงวิธีการป้องกัน

  • โรคหลอดลมอักเสบ

    โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นท่อที่นำลม หรืออากาศหายใจเข้าสู่ปอด เมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมมีเสมหะ ส่งผลให้อากาศไหลผ่านหลอดลมเข้าสู่ปอดได้ไม่ดี หายใจลำบากทำให้เกิดอาการไอได้ มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงวัย หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อจากหลอดลมอาจลามไปที่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ (Pneumonia) และโรคถุงลมโป่งพองได้

  • การตรวจมะเร็งเต้านม สำหรับคนข้ามเพศ ควรตรวจหรือไม่? อย่างไร?

    การตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับคนข้ามเพศ ควรตรวจหรือไม่ และควรตรวจอย่างไร เป็นคำถามที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ในสังคมมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนยังเชื่อว่าคนข้ามเพศไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า คนข้ามเพศก็มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกับคนทั่วไป เพียงแต่ระดับความเสี่ยงอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยทางร่างกาย ฮอร์โมน อายุ และประวัติสุขภาพส่วนบุคคล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพเพียงอย่างเดียว

    บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจอย่างรอบด้านว่า คนข้ามเพศควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมหรือไม่ ใครบ้างที่ควรตรวจและควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุเท่าใด รวมถึงวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับลักษณะร่างกายและบริบทสุขภาพของแต่ละคน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมการรู้ความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ และการตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว

    เพราะสุขภาพไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศกำเนิดหรือเพศสภาพ และการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมย่อมเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอ