วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี

เชื้อโรคที่แฝงตัวมากับยุงที่เป็นตัวพาหะ นอกจากโรคไข้เลือกออกแล้ว ยังมีอีกโรค คือ โรคไข้สมองอักเสบเจอี ถือว่าเป็นภัยเงียบที่อันตราย เพราะในรายที่แสดงอาการ มักเป็นอาการทางสมองในระดับที่รุนแรงแล้ว และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคไข้สมองอักเสบเจอี  คืออะไร?

โรคไข้สมองอักเสบเจอี  เกิดจากเชื้อไวรัสเจอี (Japanese encephalitis virus, JEV)   โดยมียุงรำคาญ ชนิด Culex tritaeniorrhynchus ซึ่งหากินเวลากลางคืนเป็นพาหะนำโรค ซึ่งโรคนี้ทำให้เกิดการอักเสบของระบบสมองส่วนกลาง ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เป็นผลให้มีอัตราการตายสูง และก่อให้เกิดความพิการทางสมองในผู้ที่รอดชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเป็นในเด็ก ระยะฟักตัวของโรค 5-15 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ มีเพียงส่วนน้อยที่จะป่วยอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง มีอาการชักเกร็ง ไม่รู้สึกตัว  และอาจเสียชีวิตได้  แต่ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะรอดชีวิตก็มักมีความพิการทางสมองหลงเหลืออยู่ ซึ่งโรคนี้ไม่มียารักษาเฉพาะ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคใช้สมองอักเสบเจอี ส่วนใหญ่มักจะได้รับวัคซีนตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากได้รับคอร์สแรกแล้ว อาจต้องฉีดกระตุ้นทุก ๆ 4-5 ปี เพื่อให้ภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงพอที่จะป้องกันโรคได้

วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี

วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี คืออะไร?

วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis Vaccine) ชนิดที่ใช้ทั่วไป เป็นวัคซีนที่ทำ จากเชื้อที่ตาย โดยผลิตจากเชื้อที่สกัดจากเนื้อเยื่อสมองหนู วัคซีนนี้ มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง เด็กทุกคนที่ได้รับวัคซีนครบจะ มีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ดีมาก นอกจากนี้ยังมีวัคซีนชนิดใหม่เป็นชนิด เชื้อมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพดีเช่นกัน

วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย มี 2 แบบคือ

  • วัคซีนเชื้อตาย เตรียมโดยเลี้ยงไวรัสก่อโรคในสมองหนูแรกเกิด มีทั้งชนิดสายพันธุ์ Beijieng และสายพันธุ์ Nakayama ขนาดวัคซีนไม่เท่ากัน ขนาดวัคซีนสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เป็นกึ่งหนึ่งของเด็กโต เริ่มให้ได้เมื่ออายุ 12-18 เดือน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 2 เข็มห่างกัน 1-4 สัปดาห์ และให้เข็มที่สาม 1 ปี หลังจากรับวัคซีนเข็มแรก ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของวัคซีนทั้งสองสายพันธุ์ให้ผลดีพอกัน ผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม ร้อยละ 80-90 จะมีระดับภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ระยะหนึ่ง และเมื่อได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มจะป้องกันโรคได้ 3-5 ปี หากอาศัยในพื้นที่ระบาด แนะนำให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม ทุก ๆ 4-5 ปี อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ก็จะสามารถป้องกันโรคในช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูงได้
  • วัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ป้องกันโรคได้ ร้อยละ 95-100 มีข้อดีกว่าวัคซีนเชื้อตายคือ ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นาน ไม่ต้องฉีดเข็มกระตุ้น และวัคซีนได้จากการเลี้ยงไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่ได้เลี้ยงในสมองหนู จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลแทรกซ้อนทางระบบประสาทคือสมองและไขสันหลังอักเสบอย่างเฉียบพลันอันเนื่องจากเนื้อเยื่อสมองหนูปนเปื้อนในวัคซีน

ผู้ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี

  • เด็กไทยทุกคนต้องได้รับวัคซีน 2 ครั้ง
    • ครั้งแรก ที่อายุ 9-12 เดือน
    • ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 3-24เดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน)
  • ประชากรซึ่งอยู่ในแหล่งระบาดของโรคที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน โดยฉีด 1 เข็ม ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี
  • นักท่องเที่ยวที่มีอายุเกิน 1 ปี และจะเดินทางเข้ามาในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรค และอยู่นานเกิน 1 เดือน

ผู้ที่มีไม่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี

  • เคยมีอาการแพ้อย่างรุนแรงจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี ในครั้งก่อน
  • แพ้สารเจลาตินไม่ควรรับวัคซีนชนิดเนื้อตาย
  • ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากสาเหตุต่างๆ หรือผู้ที่รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่อยู่ในภาวะที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้มีภาวะชักมา ภายใน 1 ปี อาจรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีได้ เมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • หากมีไข้ เจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน รอให้หายป่วยก่อนจึงค่อยมารับวัคซีน
  • กรณีเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ สามารถรับวัคซีนได้
  •  กรณีเจ็บป่วยเรื้อรังเช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือมีภาวะชักภายใน 1 ปี ให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

อาการข้างเคียงวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองเจอี

  • อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ แต่พบได้น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ที่รับวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี มักไม่มีปัญหาใด ๆ หากคิดว่าผู้รับวัคซีนเกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงให้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
  • ปฏิกิริยาที่อาจพบหลังฉีดวัคซีน ได้แก่ ปวด บวม แดง คัน บริเวณที่ฉีด อาการอื่น ๆ เช่น ไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ผื่นลมพิษ อาจพบได้บ้างแต่มักไม่รุนแรงและหายได้เองใน 1-2 วัน
  • หากมีอาการปวด บวม บริเวณที่ฉีดวัคซีนให้ประคบเย็น หากมีไข้ต่ำๆ สามารถรับประทานยาลดไข้ได้ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติอื่นนอกเหนือจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี ที่ภูเก็ตได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ

    วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) เป็นวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบได้มากกว่า 90 สายพันธุ์  ทำให้เกิดโรคตั้งแต่ คออักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และสามารถลุกลามไปยังอวัยวะในระบบหายใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ เป็นอันตรายถึงขั้นภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดได้ 

  • วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน

    วัคซีน MMR เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันได้ถึง 3 โรค ได้แก่ โรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และหัดเยอรมัน (Rubella) เมื่อนำอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของทั้ง 3 โรคมารวมกันจึงกลายเป็นชื่อวัคซีน MMR นั่นเอง

    วัคซีน MMR เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live attenuated vaccine) ประกอบไปด้วยเชื้อไวรัสมีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ที่ผลิตจากเชื้อไวรัส Mump, Measles และ Rubella ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันได้เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันเดี่ยวๆ ของแต่ละโรค และมีผลข้างเคียงน้อย จึงได้รับความนิยมกว่าการฉีดวัคซีนแยกเดี่ยวๆ

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

    ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)  เป็นโรคตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ Hepatitis A virus (HAV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสกลุ่ม picornavirus ทำให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลันของตับ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงตับอักเสบรุนแรงมาก โดยทั่วไปอาการจะหายเป็นปกติภายใน 2 เดือน 

    วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine) ทำมาจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ที่ตายแล้ว เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ที่ได้ผลเกือบ 100%  และภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ จะอยู่ติดตัวไปได้ตลอด  

  • HPV ไม่ได้เลือกเพศ ทำไมทั้งผู้หญิง และผู้ชายควรฉีดวัคซีน

    เมื่อพูดถึงเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) หลายคนยังเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงเพียงกลุ่มเดียว โดยเฉพาะในบริบทของมะเร็งปากมดลูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ ไม่ได้เลือกเพศ และสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และทุกเพศสภาพได้อย่างเท่าเทียม เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายกว่าที่คิด และผู้ติดเชื้อจำนวนมากมักไม่แสดงอาการ ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

    ปัจจุบัน HPV ถือเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดจากการสัมผัสใกล้ชิด และการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อบางสายพันธุ์สามารถนำไปสู่การเกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง และหูดอวัยวะเพศ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจาก HPV และยังอาจเป็นพาหะที่ส่งต่อเชื้อให้คู่นอนได้

    การฉีดวัคซีน HPV จึงไม่ใช่เพียงการป้องกันโรคของเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นแนวทางสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับทุกคน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ HPV และวัคซีน จะช่วยลดความเข้าใจผิด ลดอคติ และส่งเสริมให้ทั้งผู้หญิง และผู้ชายตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดี และปลอดภัยในระยะยาว

  • สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายโดยการฉีดวัคซีน

    การสร้างภูมิคุ้มกันโรคอาจทำได้อีกวิธีหนึ่ง โดยการให้ภูมิต้านทานสำเร็จ หรือที่แพทย์เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน เข้าไปในร่างกายและสามารถต่อต้านเชื้อโรคได้ทันที ซึ่งวัคซีนไม่ได้หมายความถึงแต่การให้ภูมิคุ้มกันแก่เด็กเท่านั้น แต่ในบางประเภทของวัคซีนมีความมุ่งหมายให้ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ใหญ่ด้วย ได้แก่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ไข้หวัดใหญ่ นิวโมคอคคัส และวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เป็นต้น

  • วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค

    วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค (Cholera Vaccine)  ได้รับการพัฒนามานานแล้ว แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคยังไม่ยืนยาว กล่าวคือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคร้อยละประมาณ 85 (85%) ในช่วง 6 เดือนแรก และลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 50 (50%) หลังการรับวัคซีนไปแล้ว 2 ปี เพราะวัคซีนป้องกันได้นาน 2 ปี

    ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค 2 ชนิด คือ ชนิดรับประทาน, และชนิดฉีดแต่ความนิยมการใช้วัคซีนชนิดฉีดลดลง เนื่องจากประสิทธิภาพด้อยกว่าชนิดรับประทาน  โดยต้องรับประทานวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 1-6 สัปดาห์ และสำหรับ เด็กอายุ 2 – 6 ปี ควรได้รับ 3 ครั้ง โดยระยะห่าง 1 – 6 สัปดาห์เช่นกัน