วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง

อาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วงแน่นอนว่าเกือบทุกคนต้องเคยเป็น ซึ่งหลัก ๆ แล้วมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสมากที่สุด รองจากนั้นคือเชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่น ๆ แต่เจ้าไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้รุนแรงมากที่สุดมีชื่อว่า ไวรัสโรต้า ซึ่งพบได้ในช่วงที่อากาศเย็นทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ ที่สำคัญสามารถเป็นซ้ำ และแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว

ไวรัสโรต้า คืออะไร?

ไวรัสโรต้า (Rota virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีหลายสายพันธุ์ เมื่อเชื้อไวรัสนี้เข้าไปในระบบทางเดินอาหารแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงได้ ซึ่งพบมากในเด็กเล็ก และมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต ถึงขนาดที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ไวรัสโรต้ายังทนต่อสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมงจึงทำให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว

การติดต่อเกิดจากได้รับเชื้อไวรัสโรต้าเข้าสู่ปากโดยตรง โดยเชื้ออาจปนเปื้อนมากับมือ สิ่งของ เครื่องใช้หรือของเล่นต่างๆ รวมทั้งอาหารและน้ำ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าจะสามารถแพร่เชื้อออกมากับอุจจาระได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนเริ่มมีอาการจนกระทั่งหายอุจจาระร่วงไปแล้ว 10 วัน บางรายอาจแพร่เชื้อได้เป็นเดือน 

โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก ไวรัสจำนวนเพียง 10 ตัวก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้ ในขณะที่อุจจาระผู้ป่วย 1 กรัม มีไวรัสโรต้าหลายล้านตัว อีกทั้งไวรัสนี้สามารถมีชีวิตอยู่บนมือ และสิ่งแวดล้อมได้นาน จึงก่อให้เกิดการแพร่กระจายและระบาดได้ง่าย 

วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง

อาการอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า

ซึ่งอาการโดยทั่วไป มีดังนี้

  • มักมีไข้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส 
  • มีอาการอาเจียน ได้มากถึง 7 – 8 ครั้งต่อวัน
  • ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ อาการเป็นได้นาน 3-7 วัน
  • เกิดอาการชัก เพราะไข้สูง
  • อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนอย่างหนักจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้จึงควรสังเกตอาการขาดน้ำที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ กระหายน้ำ ปากแห้ง กระวนกระวาย ซึม ตาโบ๋ กระหม่อมบุ๋ม เป็นต้น
  • ความดันโลหิตลดลง เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ สำหรับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสโรต้า

การรักษาอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า

การดูแลรักษาเจ้าตัวเล็กและผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสโรต้าที่ดีที่สุดคือ การทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ดังนี้

  • ดื่มน้ำเกลือแร่ครั้งละน้อย บ่อย ๆ
  • เลี่ยงการให้ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อ
  • งดนมและผลไม้
  • ถ้าเป็นเด็กเล็กไม่ต้องหยุดนมแม่
  • หากอาการไม่รุนแรงควรให้ดื่มน้ำสะอาดร่วมกับน้ำเกลือแร่ อาหารเหลว และอาหารอ่อน
  • ถ้าอาการรุนแรง คือ มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียน ซึม และเพลียมาก ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • ส่วนในรายที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรงอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาภายในโรงพยาบาล โดยให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือด

การป้องกันอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า

  • ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนและหลังทานอาหาร รวมถึงหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
  • รับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุก สดใหม่ ดื่มน้ำสะอาด
  • ไม่ใช้อุปกรณ์การทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • เลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการท้องเสีย
  • วัคซีนโรต้าช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ใช้หยอดปากสำหรับเด็กขวบปีแรก

ในการป้องกันโรคท้องร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า นอกจากการรับวัคซีนตามเกณฑ์แล้ว การรักษาสุขอนามัยให้ถูกต้อง เช่น กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งการให้ทารกกินนมแม่ให้นานที่สุด ก็สามารถลดโอกาสภาวะท้องเสียจากไวรัสโรต้าลงได้

วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง คืออะไร?

วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง หรือวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้า ผลิตมาจากเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำให้อ่อนฤทธิ์จนไม่ก่อโรค มีความปลอดภัยสูง และมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันโรคจากเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก โดยมักจะเกิดกับเด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยอยากรู้อยากเห็น มักจะลองสัมผัสสิ่งรอบตัวและนำสิ่งของใส่ปาก จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่การติดเชื้อไวรัสโรต้า และทำให้เกิดท้องร่วงแบบเฉียบพลัน  ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5ปี

ปัจจุบันมี วัคซีนป้องกันวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง 2 ชนิด ได้แก่

1. วัคซีนโรต้า ชนิด 5 สายพันธุ์   (Human-Bovine)  หรือ Rotateq ที่มีไวรัสโรต้าสายพันธุ์มนุษย์ G1,G2,G3,G4  และ P8   ให้วัคซีนด้วยการหยอดเข้าทางปากของทารก   3  ครั้ง

2. วัคซีนโรต้า ชนิด 1 สายพันธุ์ (็Human)  หรือ Rotarix  ที่มีไวรัสโรต้าสายพันธุ์มนุษย์ G1P8 เป็นส่วนประกอบ

วัคซีนนี้  โดยสามารถให้ร่วมกับวัคซีนเสริมไอพีดี   ได้มีบริการทั้งหมด 4 แบบ สามารถเลือกได้ ตามความเหมาะสม 

  • วัคซีนเสริม โรต้า (Rotarix 1 สายพันธุ์)
  • วัคซีนเสริม โรต้า (Rotateq 5 สายพันธุ์)
  • วัคซีนเสริม ไอพีดี  + วัคซีนเสริม โรต้า (Synflorix & Rotarix)
  • วัคซีนเสริม ไอพีดี  + วัคซีนเสริม โรต้า (Prevnar & Rotateq)
ใครควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง

ใครบ้างที่ไม่ควรรับ หรือควรเลื่อนการรับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง

โดยปกติแพทย์จะแนะนำในการให้วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง ที่อายุ 2 เดือน , 4 เดือน และ 6 เดือน ซึ่งมีข้อพึงระวัง คือ การให้วัคซีนครั้งแรกในทารก จะต้องไม่ช้ากว่าอายุ 15 สัปดาห์ และวัคซีนครั้งสุดท้ายจะต้องได้เสร็จสิ้นก่อนอายุ 8 เดือน

ฉะนั้นผู้ที่ไม่ควรได้รับ หรือควรเลื่อนการรับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง มีดังนี้

  • ผู้ที่แพ้ยาง Latex ซึ่งพบน้อยมากในเด็กอายุ 2 เดือน 
  • เด็กทารกที่มีปัญหาทางเดินลำไส้ผิดปกติ เช่น ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายตีบ ลำไส้สั้นจากการผ่าตัด  หรือ ห้ามใช้วัคซีนชนิด RotarixTM สำหรับเด็กที่มีภาวะระบบทางเดินอาหารผิดปกติแต่กำเนิดที่ยังไม่ได้รับการรักษา (Uncorrected congenital malformation of the GI tract)
  • เด็กทารกที่มีผนังหน้าท้องเปิด และกระเพาะปัสสาวะเปิดออกทางหน้าท้อง 
  • เด็กทารกมีประวัติเป็นลำไส้กลืนกันมาก่อน หรือหลังรับวัคซีน คือห้ามใช้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าในเด็กที่มีประวัติ ลำไส้กลืนกัน(Intussusception)
  • มีอาการท้องร่วง อาเจียน หรือปัญหาทางระบบทางเดินอาหารอยู่ ควรรอให้หายก่อน
  • เด็กทารกที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง คือ ห้ามใช้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดรุนแรง ที่เรียกว่า Severe Combined Immune Deficiency หรือย่อว่า SCID
  • หากมีไข้ไม่สบายควรเลื่อนการรับวัคซีนไปก่อน ควรรอให้หายป่วยก่อน จึงมารับวัคซีนกรณีเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ สามารถรับวัคซีนได้
  • เคยแพ้วัคซีนในการให้ครั้งก่อน หรือผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน และห้ามใช้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าซ้ำอีก กรณีที่เคยได้รับวัคซีนชนิดดังกล่าวแล้วเกิดอาการแพ้รุนแรง ที่เรียกว่า อะนาไฟแลกซิส (Anaphylaxis) โดยอาการ คือ เกิดผื่นคันตามร่างกาย อาการหายใจติดขัด/หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก บางกรณีอาจมีความดันโลหิตตก/ความดันโลหิตต่ำ เรียกอาการที่มีภาวะความดันโลหิตตกร่วมด้วยนี้ว่า อะนาไฟแลกซิส ช็อก (Anaphylacitc shock) หากมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น เด็กควรได้รับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลทันที และหลีกเลี่ยงการได้รับวัคซีนชนิดดังกล่าวในครั้งถัดไป แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนนี้ เด็กต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้แล้วเท่านั้น
  • เด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 เดือน หรือ ไม่ควรให้โด๊สแรกของวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าทั้ง 2 ชนิดนี้ในเด็กอายุเกินกว่ากำหนด (ช่วงอายุที่แนะนำให้ได้รับวัคซีน คือ เด็กอายุ 2 – 4 เดือน) เนื่องจากอายุของเด็กที่เกินอายุที่กำหนด (5-12 เดือน) จะเป็นช่วงอายุที่เด็กมีโอกาสเกิดลำไส้กลืนกัน (Intussusception)ได้มากที่สุด ทำให้มีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีที่จะทำให้เด็กที่ได้วัคซีนนี้โด๊สแรก มีโอกาสเกิดปัญหานี้มากขึ้น และเด็กที่อายุมากกว่า 1ปี มักจะเคยติดเชื้อนี้มาก่อน(โดยมักมีอาการไม่รุนแรง ที่อาการหายได้เองจากรักษาอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นตามอาการ จึงมักไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อนี้) เด็กจึงมักมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้แล้วเป็นส่่วนใหญ่ ดังนั้นวัคซีนป้องกันไวรัสเชื้อโรต้า จึงมักไม่มีความจำเป็นในกรณีเด็กอายุเกินกว่า 1 ปี
  • ไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนนี้ในเด็กโต หรือในผู้ใหญ่ ที่รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ และหญิงระยะให้นมบุตร เพราะเป็นช่วงอายุที่มีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้ว
  • กรณีเด็กที่เกิดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวี สามารถรับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าได้อย่างปลอดภัยและได้ผลดี แม้เด็กจะติดเชื้อเอชไอวีก็ตาม

ผลข้างเคียงของวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง

  • ผลข้างเคียงของวัคซีนส่วนใหญ่เป็นผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น มีไข้ ปวดท้อง ร้องกวน ท้องเสีย ซึ่งมีโอกาสเกิดได้น้อย และมักจะเกิดขึ้นภายใน 7-14 วันหลังจากได้วัคซีน พบผลข้างเคียงนี้ในการรับวัคซีนครั้งแรกมากกว่าครั้งหลัง 
  • ผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือเป็นมาก  เช่น ชีพจรเต้นเร็ว ซีด หายใจลำบากมีเสียงวิ๊ด ๆ หรือกลืนลำบาก หากเป็นเช่นนั้น ต้องส่งโรงพยาบาล และงดรับวัคซีนครั้งต่อไป และควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที และบอกอาการให้แพทย์ทราบโดยละเอียด และควรต้องเฝ้าระวัง คือ ลำไส้กลืนกัน ซึ่งตามรายงานมีโอกาสเกิดได้น้อยมาก

ไวรัสโรต้า เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อภาวะแวดล้อมได้ดี ติดต่อได้ง่ายการรักษายังไม่มีวิธีที่รักษาจำเพาะ เป็นการรักษาทั่วไปตามอาการ ฉะนั้นการป้องกันด้วยการให้วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง เป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ซึ่งวัคซีนชนิดรับประทาน เป็นวิธีที่สะดวกและได้ผลดี ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันพอที่จะป้องกันโรคได้ จะช่วยให้อาการป่วยรุนแรงน้อยลง  โดยพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันได้ประมาณ 80 – 90 % ในเด็กที่เคยได้รับวัคซีนครบ

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วง ที่ภูเก็ตได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

    วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine/Chickenpox Vaccine) ผลิตจากเชื้อไวรัสมีชีวิตชื่อ วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส โดยนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง วัคซีนจะเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เกิดการป้องกันโรคอีสุกอีใส

    ทั้งนี้ในประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมีทั้งรูปแบบวัคซีนเดี่ยว (VZV) และวัคซีนรวม (MMRV) ซึ่งเป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด โรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน และโรคอีสุกอีใสในเข็มเดียวกัน

  • ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด คืออะไร?

    ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด (Innate immune system) เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับระบบภูมิคุ้มกันประเภทนี้ ถูกถ่ายทอดจากพันธุกรรม คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อป้องกันและสกัดเชื้อโรค ซึ่งเป็นกลไกที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ผิวหนัง เยื่อบุ เยื่อเมือกต่าง ๆ ช่วยขัดขวางไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หรือ กรดในกระเพาะอาหาร น้ำตา เหงื่อ ช่วยทำลายเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงเซลล์เพชฌฆาต (Natural Killer Cells; NK Cells) ที่พร้อมต่อสู้กับเนื้องอก เซลล์มะเร็ง หรือการติดเชื้อไวรัสอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดการติดเชื้อ  เพื่อทำให้ร่างกายเราปลอดภัยจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ซึ่งถือเป็นการป้องกันเชื้อโรคชั้นแรกของร่างกาย โดนภูมิคุ้มกันเเบบนี้มีมาตั้งเเต่เกิด โดยทารกที่มีอายุครรภ์ 5 สัปดาห์ จะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง เเต่ยังสร้างได้น้อยมาก เนื่องจากเริ่มมีการเจริญของอวัยวะน้ำเหลือง

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

    ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)  เป็นโรคตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ Hepatitis A virus (HAV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสกลุ่ม picornavirus ทำให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลันของตับ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงตับอักเสบรุนแรงมาก โดยทั่วไปอาการจะหายเป็นปกติภายใน 2 เดือน 

    วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine) ทำมาจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ที่ตายแล้ว เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ที่ได้ผลเกือบ 100%  และภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ จะอยู่ติดตัวไปได้ตลอด  

  • วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

    วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 (COVID-19 vaccine) จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ขึ้นมา ช่วยป้องกันการติดเชื้อหากได้รับเชื้อในอนาคต แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งหลังฉีดวัคซีนร่างกายจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ การฉีดวัคซีนผู้รับวัคซีนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

    วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันทุกคนที่ฉีดจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ แต่พบว่าสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ และยังไม่มีข้อมูลว่าเมื่อฉีดแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้นานเท่าไร รวมถึงไม่มีข้อมูลว่าผลการฉีดวัคซีนให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันนั้น ทำให้ภูมิต่อไวรัสโควิด-19 มีผลลดลงกว่าในคนปกติหรือไม่

  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ

    วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) เป็นวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบได้มากกว่า 90 สายพันธุ์  ทำให้เกิดโรคตั้งแต่ คออักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และสามารถลุกลามไปยังอวัยวะในระบบหายใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ เป็นอันตรายถึงขั้นภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดได้ 

  • วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

    วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือ วัคซีนฮิบ (Hib Vaccine) คือ วัคซีนที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) เชื้อฮิปเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนที่มีสุขภาพดีโดยไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ  แบคทีเรียฮิบจะแพร่กระจายในลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยเชื้อโรคฮิบ จะผ่านไปกับละอองของเหลวจากการไอและจามของมนุษย์, การติดเชื้อโรคฮิบ ในทารกและเด็กเล็กสามารทำให้เกิดโรคปอดบวม,  กล่องเสียงอักเสบ, หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นปัจจุบันจึงใช้เป็นหนึ่งในวัคซีนทางเลือกโดยเฉพาะในเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบ