วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

โรคฮิบ คืออะไร?

โรคฮิบ (HIB) เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซา ชนิดบี (Hemophilus influenza type B) หรือเรียกย่อๆ ว่า ฮิบ (Hib) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง ชัก หรือเกิดอาการเจ็บป่วยร้ายแรงต่าง ๆ เช่น  โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (เยื่อที่หุ้มที่บริเวณสมองมีการอักเสบ), ฝากล่องเสียงอักเสบ (ฝาปิดและหลอดลมส่วนบนมีการอักเสบ) โรคปอดบวม โรคข้ออักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ หรือโรคติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยโรคนี้มักพบได้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้สูงอายุ  และเชื้อชนิดนี้สามารถแพร่กระจายจากละอองในอากาศผ่านการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกและคอของผู้ติดเชื้อ หรือเป็นพาหะนำโรค โดยอาจใช้เวลา 2-3 วัน ผู้ป่วยจึงจะแสดงอาการป่วยออกมา

ทั้งนี้ คนบางกลุ่มก็มีความเสี่ยงในการเกิดโรคฮิบ มากกว่าคนทั่วไป ดังนี้

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แออัด หรืออยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียน     
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ไม่มีม้าม ติดเชื้อเอชไอวี เป็นโรคธาลัสซีเมีย มีภาวะอิมมูโนโกลบูลินต่ำหรือภาวะพร่องคอมพลีเมนต์และแอนติบอดี้ เป็นต้น
  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด การฉายรังสี หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
โรคฮิบ

อาการโรคฮิบ

ควรรีบพบแพทย์ด่วนหากคุณสงสัยว่าลูกของคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • คอแข็ง
  • ชัก
  • เซื่องซึมอย่างรุนแรง
  • ปลุกยาก หรือตื่นนอนยาก
  • ไม่มีสติ
  • หายใจลำบาก
  • หมดสติ

และอาจทำให้เกิดปัญหาแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ติดเชื้อด้วย เช่น

  • เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ เป็นภาวะติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการบวมแดง ปวด และอาการดังกล่าวมีแนวโน้มขยายเป็นบริเวณกว้าง โดยบางรายอาจมีไข้หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย แต่ในกรณีที่รุนแรง การติดเชื้ออาจแพร่กระจายสู่กระแสเลือดและก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้   
  • ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ เป็นการอักเสบรุนแรงบริเวณคอที่พบได้ยาก มักพบในเด็กอายุ 2-4 ปี โดยเริ่มแรกผู้ป่วยอาจเกิดอาการเจ็บคออย่างรุนแรงและเป็นไข้ จากนั้นอาจเกิดเสียงดังผิดปกติขณะหายใจ เมื่อฝาปิดกล่องเสียงบวมจะทำให้น้ำลายไหล กลืนน้ำลายลำบาก และอาจปิดกั้นทางเดินหายใจจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้
  • ปอดบวม เป็นอาการปอดติดเชื้อและเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการสำคัญอย่างมีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นปอดบวมอาจเกิดอาการเหล่านี้ไม่ครบทั้งหมดก็ได้ ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน ซึม ร้องกวน ไม่ยอมดูดนม และบางรายอาจมีอาการชักจากไข้ด้วย ส่วนผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม สับสน และไม่มีไข้
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นการอักเสบและบวมบริเวณเนื้อเยื่อส่วนที่ห่อหุ้มสมองและกระดูกสันหลัง ส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นไข้ มีความอยากอาหารลดลง ร้องไห้หรือหงุดหงิดมากขึ้น เป็นลมชัก นอนนาน และอาเจียน สำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป อาจมีอาการปวดศีรษะ คอเคล็ด และปวดหลังร่วมด้วย

การรักษาโรคฮิบ

  • สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะประมาณ 10 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละคน โดยผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะหลายตัวเพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น และอาจต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดและจ่ายยาที่เหมาะสมให้ตามอาการ
  • นอกจากนี้ ยังมีการรักษาอื่น ๆ เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยหนักที่มีอาการฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ การใช้ยาลดความดันโลหิต และการดูแลบาดแผลที่เกิดจากผิวหนังถูกทำลายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น ทั้งนี้ 
  • ผู้ป่วยควรหยุดงาน หรือหยุดเรียนหากยังมีอาการอยู่ หรือหลังจากเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะไปแล้วประมาณ 1-2 วัน และผู้ป่วยบางรายต้องอยู่ห่างจากบุคคลที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฮิบด้วย โดยเฉพาะทารกแรกเกิดหรือผู้สูงอายุที่อาจมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

การป้องกันโรคฮิบ

การป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนและการปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ดีในระดับหนึ่ง ฮิบเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายแรงในเด็ก เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม และฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ ก่อนที่จะมีการนำวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ต่อไปนี้เป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญ:

  • การฉีดวัคซีนฮิบ : การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อฮิบ วัคซีนฮิบมีหลายประเภท รวมถึงวัคซีนคอนจูเกตฮิบ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดอุบัติการณ์ของโรคที่เกี่ยวข้องกับฮิบ โดยปกติวัคซีนจะได้รับตามตารางการฉีดวัคซีนในวัยเด็กตามปกติ และโดยทั่วไปจะฉีดหลายโดสโดยเริ่มตั้งแต่อายุ 2 เดือน
  • ภูมิคุ้มกันหมู่ : การฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางไม่เพียงแต่ปกป้องบุคคลเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่อีกด้วย เมื่อประชากรส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีน จะช่วยลดความชุกของเชื้อ Hib ในชุมชนโดยรวม ซึ่งช่วยปกป้องผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ เช่น บุคคลที่มีอาการป่วยบางประการหรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • การปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ดี : แม้ว่าฮิบจะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจเป็นหลักเมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม แต่การปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ซึ่งรวมถึงการปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ทิ้งทิชชู่อย่างเหมาะสม และล้างมือบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดเชื้อ : หากคนในบ้านของคุณหรือผู้สัมผัสใกล้ชิดได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อฮิบ จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อควรระวังที่แนะนำเพื่อลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียไปยังผู้อื่น
  • การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ : การวินิจฉัยและการรักษาโรคติดเชื้อฮิบโดยทันทีสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการแพร่กระจายต่อไปได้ หากเด็กหรือผู้ใหญ่แสดงอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับฮิบ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง คอเคล็ด หายใจลำบาก หรือปวดคออย่างรุนแรง ให้ไปพบแพทย์ทันที
วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ คืออะไ?

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือ วัคซีนฮิบ (Hib Vaccine) คือ วัคซีนที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) เชื้อฮิปเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนที่มีสุขภาพดีโดยไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ  แบคทีเรียฮิบจะแพร่กระจายในลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยเชื้อโรคฮิบ จะผ่านไปกับละอองของเหลวจากการไอและจามของมนุษย์, การติดเชื้อโรคฮิบ ในทารกและเด็กเล็กสามารทำให้เกิดโรคปอดบวม,  กล่องเสียงอักเสบ, หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นปัจจุบันจึงใช้เป็นหนึ่งในวัคซีนทางเลือกโดยเฉพาะในเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบ   

วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ  มี 3 แบบ ดังนี้

  • วัคซีนชนิดโพลีแซ็กคาไรด์: เป็นวัคซีนฮิบตัวแรกที่ได้รับอนุมัติให้วางตลาด ครั้งแรกในปีพ.ศ.2528  โดยมีกลไกการทำงานคล้ายวัคซีนโพลีแซ็กคาไรด์ชนิดอื่น แต่พบว่าการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า18 เดือนไม่ดีพอ ทำให้วัคซีนชนิดโพลีแซ็กคาไรด์ถูกถอนออกจากตลาดในเวลาต่อมา(พ.ศ.2531)
  • วัคซีนคอนจูเกต: ด้วยข้อบกพร่องของวัคซีนชนิดโพลีแซ็กคาไรด์ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์หาหนทางพัฒนาวัคซีนแบบคอนจูเกตโดยเพิ่มโปรตีนจากเชื้อก่อโรคบางชนิดลงบนโพลีแซ็กคาไรด์ของเชื้อฮิบ โปรตีนดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันวัคซีนคอนจูเกตยังแบ่งเป็น3 ประเภทโดยใช้โปรตีนพาหะจากเชื้อก่อโรคที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด เช่น  โปรตีนจาก’สารชีวพิษเชื่อง(Toxiod/ทอกซอยด์)’ของเชื้อบาดทะยัก,  โปรตีนจากเชื้อคอตีบกลายพันธุ์, และโปรตีนจากเชื้อก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
  • วัคซีนรวม: โดยนำวัคซีนฮิบผสมร่วมกับ ‘วัคซีนคอตีบ-วัคซีนบาดทะยักชนิด ท็อกซอยด์-วัคซีนไอกรน-วัคซีนโปลิโอ-และวัคซีนตับอักเสบบี’,  องค์การอนามัยโลก(WHO)ได้รับรองการผสมผสานวัคซีนฮิบดังกล่าว และนำมาใช้กับประเทศที่กำลังพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน                              

ข้อจำกัดประการหนึ่งของวัคซีนฮิบ คือ ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ Haemophilus influenzae ชนิดอื่นนอกจาก type b เท่านั้น

ผู้ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

  • เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบ เช่น เด็กที่ฝากเลี้ยงสถานเลี้ยงเด็กเล็ก เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด
  • เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบชนิดรุนแรง เช่น ธาลัสซีเมีย ผู้ที่ไม่มีม้าม ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กปกติที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฮิบชนิดรุนแรง

ผู้ที่ไม่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

  • ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้วัคซีนนี้ หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนนี้
  • หากมีไข้ หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน รอให้หายป่วยก่อนจึงค่อยมารับวัคซีน กรณีเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ สามารถรับวัคซีนได้
  • ห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์, สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร,  เด็ก, และผู้สูงอายุ, โดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ย์
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นของวัคซีนฮิบ
  • กรณีพบอาการแพ้วัคซีนฯ เช่น มีผื่นคันขึ้นเต็มตัว,  หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย,  ตัวบวม, ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

อาการข้างเคียงวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ

  • อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ แต่พบได้น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ที่รับวัคซีนฮิบมักไม่มีปัญหาใด
  • ปฎิกิริยาที่อาจพบได้หลังฉีดวัคซีน ได้แก่ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด อาการอื่นๆ เช่น เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย ท้องเสีย พบได้บ้างแต่ไม่รุนแรงและหายเองได้ใน 1-2 วัน
  • หากมีอาการปวด บวม บริเวณที่ฉีดวัคซีน ให้ประคบเย็น หากมีไข้ต่ำๆ สามารถรับประทานยาลดไข้ได้ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติอื่นนอกเหนือจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์

ฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคฮิบ ที่ภูเก็ตได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ไหนดีในภูเก็ต? แนะนำภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

    ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่สร้างปัญหาสุขภาพในระดับโลกทุกปี เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตลอดเวลา ทำให้แม้แต่คนที่แข็งแรงก็มีโอกาสป่วยได้ง่าย หากไม่ได้รับการป้องกันที่ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต ที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนจำนวนมาก ความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อยิ่งสูง การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความเสี่ยง

    คำถามสำคัญ คือ ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ไหนดีในภูเก็ต? ฉะนั้นเราจะพาคุณไปรู้จักข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ ความสำคัญของวัคซีน ประโยชน์ที่คุณจะได้รับ และเหตุผลที่ทำไม ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก จึงเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับการดูแลสุขภาพของคุณ และครอบครัว

  • วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

    วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 (COVID-19 vaccine) จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ขึ้นมา ช่วยป้องกันการติดเชื้อหากได้รับเชื้อในอนาคต แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งหลังฉีดวัคซีนร่างกายจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ การฉีดวัคซีนผู้รับวัคซีนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

    วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันทุกคนที่ฉีดจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ แต่พบว่าสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ และยังไม่มีข้อมูลว่าเมื่อฉีดแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้นานเท่าไร รวมถึงไม่มีข้อมูลว่าผลการฉีดวัคซีนให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันนั้น ทำให้ภูมิต่อไวรัสโควิด-19 มีผลลดลงกว่าในคนปกติหรือไม่

  • วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก

    วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เป็นวัคซีนเชื้อตาย ที่ประกอบไปด้วยแอนติเจนของเชื้อไอกรน และ ท็อกซอยด์ของเชื้อคอตีบและบาดทะยัก ในประเทศไทยมีวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน อยู่ด้วยกัน 2 ชนิดหลักๆ ซึ่งมีส่วนประกอบ สูตร และส่วนผสมที่แตกต่างกันสำหรับใช้ในกลุ่มอายุต่างๆ:

    วัคซีน DTaP หรือ DTwP วัคซีนนี้ใช้สำหรับทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ของชื่อย่อวัคซีนนี้บ่งบอกว่าปริมาณแอนติเจนของเชื้อไอกรน และท็อกซอยด์ของเชื้อคอตีบและบาดทะยัก ในวัคซีนนั้นมีปริมาณสูง

    วัคซีน Tdap วัคซีนนี้ใช้สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่ ตัวอักษรพิมพ์เล็กภาษาอังกฤษ “d” และ “p” บ่งบอกถึงการลดปริมาณท็อกซอยด์ของเชื้อคอตีบและแอนติเจนของเชื้อไอกรนในวัคซีน เพื่อลดอาการข้างเคียงของวัคซีนที่อาจเกิดขึ้น

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี

    โรคไข้สมองอักเสบเจอี  เกิดจากเชื้อไวรัสเจอี (Japanese encephalitis virus, JEV)   โดยมียุงรำคาญ ชนิด Culex tritaeniorrhynchus ซึ่งหากินเวลากลางคืนเป็นพาหะนำโรค ซึ่งโรคนี้ทำให้เกิดการอักเสบของระบบสมองส่วนกลาง ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เป็นผลให้มีอัตราการตายสูง และก่อให้เกิดความพิการทางสมองในผู้ที่รอดชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเป็นในเด็ก ระยะฟักตัวของโรค 5-15 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ มีเพียงส่วนน้อยที่จะป่วยอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง มีอาการชักเกร็ง ไม่รู้สึกตัว  และอาจเสียชีวิตได้  แต่ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะรอดชีวิตก็มักมีความพิการทางสมองหลงเหลืออยู่ ซึ่งโรคนี้ไม่มียารักษาเฉพาะ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคใช้สมองอักเสบเจอี ส่วนใหญ่มักจะได้รับวัคซีนตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากได้รับคอร์สแรกแล้ว อาจต้องฉีดกระตุ้นทุก ๆ 4-5 ปี เพื่อให้ภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงพอที่จะป้องกันโรคได้

  • วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

    ในประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพียงชนิดเดียว คือ วัคซีนที่เตรียมจากเชื้อไวรัส varicella zoster ชนิดที่ถูกทำให้อ่อนแรงลง

    จากการศึกษาพบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ร้อยละ 69.8 และป้องกันการเกิดอาการแทรกซ้อน คือ อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด ได้ถึงร้อยละ 66.5 ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50-59 ปี ส่วนในกลุ่มผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป วัคซีนสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ร้อยละ 51 และป้องกันการเกิดอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัดได้ร้อยละ 39

  • วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ

    วัคซีนป้องกันไวรัสโปลิโอ คืออะไร?

    วัคซีนป้องกันไวรัสโปลิโ คือ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ ช่วยในการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความพิการในอนาคต โดยวัยเด็กเป็นวัยที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อวัคซีนสูง ฉะนั้นการได้รับวัคซีนตามกำหนดถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ