ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอชไอวี แต่ละชนิด

เมื่อเราติดเชื้อ เอชไอวี โดยปกติร่างกายเราสัมผัสกับเชื้อโรคสารพัดที่มีอยู่รอบตัว แต่เราไม่เป็นอะไร เพราะมีระบบภูมิคุ้มกันซึ่งมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิดทำหน้าที่จัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเรา ทำให้เราไม่เจ็บป่วย   ซึ่งมีซีดี4 เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เป็นตัวหลักในการกำจัดและควบคุมเชื้อโรค  และยังมีบทบาทในการสร้างสารภูมิคุ้มกันให้ร่างกายใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับเชื้อโรคด้วย แต่เมื่อเราติดเชื้อเอชไอวี  เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกายเราจะใช้ซีดี4 ในการขยายพันธุ์  และทำลายซีดี4 ให้มีจำนวนลดลง

ในช่วงที่ยังไม่มีอาการ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่รเมื่อเชื้อเอชไอวีเพิ่มมากขึ้น และซีดี4ลดลง จนไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคต่างๆได้จนพัฒนากลายเป็นโรคเอดส์  หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และทำให้มีโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ เนื่องจากซีดี4 ไม่สามารถควบคุมไว้ได้แล้ว ปัจจุบันผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้   แต่เราก็สามารถควบคุมเชื้อเอชไอวี ไม่ให้ทำลายภูมิคุ้มกันได้  โดยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี  ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เหมือนคนปกติทั่วไป

ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอชไอวี

ยาต้านไวรัสเอชไอวี

ยาต้านไวรัสเอชไอวี มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด เมื่อจำนวนเชื้อลดลง  ร่างกายก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น   โอกาสในการเจ็บป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสจึงลดลง เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยส่วนมากสามารถทำงานและดำรงชีวิตตามปกติได้  และการเสียชีวิตจากโรคฉวยโอกาสก็เป็นไปได้น้อย

อย่างไรก็ตาม  การกินยาต้านฯ มีข้อที่ต้องคำนึงอยู่หลายประการ เมื่อแพทย์วินิจฉัยและให้การรักษา  ผู้ติดเชื้อจะต้องประเมินว่าตนเองมีความพร้อมในการรับยาแล้วหรือยัง   เพราะการกินยาต้านฯ ต้องกินให้ถูกต้อง ตรงเวลา และต่อเนื่องตลอดชีวิต เนื่องจากยาไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีให้หมดไปจากร่างกายได้  ยาจะช่วยควบคุมจำนวนเชื้อให้มีน้อยที่สุด การกินยาตรงเวลา และต่อเนื่อง เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เชื้อดื้อยาได้ง่าย และสามารถควบคุมเชื้อไว้ได้ตลอดเวลา

ยาต้านไวรัสเอชไอวี มีด้วยกันหลายชนิด ออกฤทธิ์แตกต่างกันไป การเลือกใช้ยา แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย   การรักษาที่จะให้ผลดี และช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ จะใช้ยา 3 ตัวรวมกัน หรือมากกว่า ที่เรียกว่า Highly Active Antiretroviral Therapy (HAART) แต่ข้อเสียคือ ผลข้างเคียงที่เกิดจากยาต้านมีเยอะมาก

โดยปกติแพทย์จะถามถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านของผู้ป่วยเมื่อมาพบแพทย์ในแต่ละครั้งเพื่อหาสูตรที่ดีที่สุด

การแพ้ยา กับผลข้างเคียงของยา ไม่เหมือนกัน

การแพ้ยา 

แพ้ยา คือ  ปฏิกิริยาการต่อต้านของภูมิคุ้มกันในร่างกาย เมื่อได้รับการใช้ยา ไม่ว่าจะเป็น ยาทา ยารับประทาน และยาดม อาการแพ้ยา สามารถทราบได้จากอาการทางผิวหนัง และไม่สามารถใช้ยาตัวนั้นได้อีก แบ่งความรุนแรงได้เป็น 2 อย่าง 

  1. ถ้าแพ้ยาไม่รุนแรง อาจมีไข้ มีผื่นลมพิษ เยื่อบุอ่อนพองบวม เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุปาก หายใจขัดหรือหอบ ยา NVP (เนวิราปิน) ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อยกว่ายาอื่น
  2. การแพ้ยารุนแรง จะเกิดการช็อค หายใจไม่ทัน ขาดอากาศ หมดสติได้ ดังนั้น เมื่อทราบว่าเคยมีประวัติแพ้ยา ควรบอกแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับยา

ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอชไอวี

ยังอาจใช้ยาตัวเดิมได้  โดยการดูแลและบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อลดปัญหาการหยุดกินยา เนื่องจากความท้อแท้ หรือไม่เข้าใจได้ โดยผลข้างเคียงที่เกิดจะมีหลายระดับตั้งแต่เล็กน้อยถึงรุนแรงมาก

  • ผลข้างเคียงในระยะสั้นและไม่รุนแรง พบได้และอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ภายในเวลาประมาณ 2 – 3 เดือน เช่น ปวดศีรษะ ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อย นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีผื่นขึ้นเล็กน้อย อาจเกิดได้จากร่างกายยังไม่คุ้นเคยกับยาต้านที่เราได้รับ  อาการเหล่านี้จะหายไปเอง แต่หากไม่หายควรปรึกษาแพทย์
  • ผลข้างเคียงในระยะสั้นและรุนแรง เช่น ภาวะซีด ตับหรือตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ชาปลายมือปลายเท้า นิ่วในไต ซึ่งอาจพบได้ทุกช่วงของการกินยา และอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้าไม่รีบแก้ไข ดังนั้น ต้องติดตามอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด   มารับการตรวจตามนัดสม่ำเสมอ ถ้าพบอาการผิดปกติ เช่น  ท้องอืด  อาเจียน   อ่อนเพลีย   หมดแรง (อาการของภาวะกรดในเลือด)   ต้องมาพบแพทย์ก่อนวันนัด
  • ผลข้างเคียงในระยะยาว มักพบหลังจากกินยาเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป บางรายพบได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี อาการข้างเคียงในระยะยาว เช่น มีปัญหาที่ตับ ไต กระดูก เลือดออก น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย ควรตรวจระดับคลอเรสเตอรอล และกลูโคสในเลือดอยู่บ่อยๆด้วย การกระจาย และสะสมของไขมันผิดปกติ และผิดที่ มีไขมันพอกที่ต้นคอ ลำตัวอ้วน แขนขาลีบ แก้มตอบ และมีอาการชา ปวดแสบปวดร้อน หรือปวดที่มือหรือเท้า จากปัญหาที่ระบบประสาท และอาจเกิดการเปลี่ยนเปลี่ยนที่รูปร่างสัดส่วนได้ หากใครเกิดผลข้างเคียงประเภทนี้ ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลายอย่างเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียกับอวัยวะอื่นๆไปมาก หรือรับการรักษาเพิ่มเติม, เปลี่ยนแนวทางการรักษา
กินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างไรให้ได้ผลดี

กินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างไรให้ได้ผลดี

  • กินยาให้ตรงเวลา ครบทุกมื้อ และทุกๆวัน
  • อย่าเปลี่ยนยาด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ถ้าพบว่าปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ยาก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อค้นหาแนวทางการรักษาใหม่ที่ความเหมาะสม
  • หากจะใช้ยาอื่นนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง ควรปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
  • ควรกินอย่างสม่ำเสมอ หากหยุดยาระยะหนึ่งแล้วมากินต่อ ก็อาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ทำให้การรักษาจะยิ่งยากมากขึ้น
  • ยาที่กินวันละ 1 ครั้ง ที่ฉลากยาอาจระบุทุก 24 ชั่วโมง จะกินเวลาไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เช่น กินตอน 9 โมง เช้า ก็ต้องเป็น 9 โมง เช้าทุกวัน
  • ยาที่กินวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน   เป็นยาที่กินก่อนนอน  และต้องกินเวลาเดียวกันทุกวัน  เช่น กินตอน 3 ทุ่ม (21 น.) ก็ต้องเป็น 3 ทุ่ม (21 น.) ทุกวัน  หากบางวันนอนดึก กินยา 3 ทุ่มแล้วยังไม่เข้านอนก็ไม่เป็นไร   ยาก่อนนอนมักเป็นยาที่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้-อาเจียน มึนงงหรือง่วงนอน เช่น ยา EFV (เอฟฟาไวเร็นซ์)  ถ้ากินแล้วนอนจะช่วยให้อาการข้างเคียงเหล่านี้ลดน้อยลงได้
  • ยาที่กินวันละ 2 ครั้ง ที่ฉลากยาอาจระบุทุก 12 ชั่วโมง หรือ  เช้า-เย็น ต้องกินยา ห่างกัน 12 ชั่วโมง เช่น มื้อแรก กิน 8 โมงเช้า มื้อที่ 2 ต้องกินตอน 2 ทุ่ม ของทุกวัน ( ควรตั้งเวลาที่สามารถปฏิบัติได้สะดวก เช่น ไม่ควรตั้งเวลาดึกมาก หรือเช้าเกินไปจนลุกตื่นไม่ไหว )
  • นอกจากตรงเวลาแล้ว ยาบางชนิดจำเป็นต้องสัมพันธ์กับอาหารด้วย  เช่น  ยาก่อนอาหาร   ต้องกินตอนท้องว่าง หรือกินก่อนอาหารหนึ่งชั่วโมง เพราะจะช่วยให้ยาดูดซึมได้ดี และไม่ถูกทำลายโดยน้ำย่อยอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด  เช่น ยา ddI (ดีดีไอ) , Indinavir (อินดินาเวียร์) ยาหลังอาหาร ต้องกินหลังอาหารทันที  เพราะยาจะดูดซึมได้ดีเวลาที่ในกระเพาะมีอาหาร และป้องกันการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร เช่น RTV (ริโทนาเวียร์) , AZT (ซิโดวูดิน)

ติดต่อเรา

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • PEP ยาต้านฉุกเฉิน ช่วยป้องกัน HIV ได้จริงไหม?

    PEP ยาต้านฉุกเฉิน เป็นยาที่ใช้สำหรับป้องกันโรคหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี เป็นการรักษาเชิงป้องกันที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อหลังจากมีความเสี่ยงมาเรียบร้อยแล้ว มันเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านไวรัสภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยา PEP สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถูกเข็มทิ่มตำในกรณีบุคลากรทางการแพทย์ PEP ทำงานโดยไปยับยั้งการจำลองแบบของไวรัสเอชไอวีในร่างกาย ป้องกันไม่ให้มีการติดลุกลาม ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสเชื้อ ยิ่งเริ่มการรักษาเร็วเท่าไหร่โอกาสในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

  • แนวทางการรักษาผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์ในปัจจุบัน

    การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน คือ การรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีเท่านั้น เนื่องจากเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด โดยผู้ติดเชื้อจะได้รับยาต้านเอชไอวีอย่างน้อย 3 ชนิดร่วมกันเป็นสูตรยา แต่มีหลักการรักษา คือ ผู้ติดเชื้อต้องกินยาให้ตรงเวลาทุกวันต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะยาจะไปทำการยับยั้งการแบ่งตัวและการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส ถ้าหยุดกินเมื่อไหร่ก็จะทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและแพร่กระจาย

  • ระยะฟักตัว (Window period) คืออะไร?

    ระยะฟักตัว (Window period)  คือ ช่วงเวลาที่อาจได้รับการติดเชื้อ เอชไอวี แล้ว แต่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยังไม่ขึ้นถึงระดับที่จะสามารถตรวจพบเชื้อได้ หรือยังตรวจไม่พบ ดังนั้นหากเข้ารับการตรวจเอชไอวี ในช่วงระยะฟักตัว จะได้ผลเป็นลบ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว คุณอาจติดเชื้อเอชไอวี แล้วก็ได้  ทำให้ผลที่ออกมานี้จะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งระยะที่ภูมิคุ้มกันของเราจะมีปฏิกิริยาต่อเชื้อเอชไอวีประมาณ 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป เราจึงจำเป็นต้องรอระยะเวลาก่อน

  • ตรวจเอชไอวีแบบ NAT ที่ภูเก็ต

    การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Testing) 

    วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีที่มีความรวดเร็ว ทำให้ ผู้ที่ไปได้รับความเสี่ยง หรือผู้ที่มีความกังวลใจ ต่อการได้รับเชื้อมา สามารถรู้ผล ได้อย่างรวดเร็ว กว่าการตรวจแบบ วิธีอื่น นอกจากจะสามารถ รู้ผล ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ในการตรวจแล้ว ยังมีความปลอดภัย แม่นยำอีกด้วย และใช้ระยะเวลา ในการรอ เพียงแค่ 2-12 สัปดาห์ หลังได้รับ ความเสี่ยงมา และจะรู้ผลตรวจได้ภายใน 3 วัน

  • โรคติดต่อยอดฮิตที่มากับเพศสัมพันธ์

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ โรคที่ติดเชื้อ และแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และยังสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้ ผ่านจากการให้เลือด หรือถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในผู้ติดสิ่งเสพย์ติดอีกด้วย

  • ยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP) มีความแตกต่างกันอย่างไร?

    ยาเพร็พ (PrEP-Pre-Exposure Prophylaxis)

    คือ ยาที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หรือกินก่อนที่จะไปติดเชื้อเอชไอวี โดยเริ่มกินเตรียมไว้ก่อนจะมีโอกาสสัมผัสเชื้อ โดยการรับประทานยาวันละหนึ่งเม็ดทุกวัน ตัวยาจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย เมื่อตัวยาในร่างกายมีสูงมากพอจะสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีเกาะกับเม็ดเลือดขาวได้

    ยาเป๊ป (PEP- Post-Exposure Prophylaxis)

    คือ ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่เพิ่งสัมผัสเชื้อ ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หรือ สำหรับผู้ไม่ติดเชื้อที่บังเอิญหรือมีความจำเป็น หรือไม่ตั้งใจแต่ไปสัมผัสเชื้อเอชไอวี มาแล้ว โดยต้องกินยาต้านให้เร็วที่สุดหลังสัมผัสเชื้อ