การตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้บ้าง? ค้นหาคำตอบที่ภูเก็ต

ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การตรวจเลือด ไม่ได้มีไว้เพียงแค่หาค่าความดัน ไขมัน หรือน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้วิเคราะห์ระดับ วิตามิน และแร่ธาตุ ภายในร่างกาย เพื่อดูว่าคุณกำลังขาด หรือเกิน สารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพหรือไม่

Table of Contents

หลายคนอาจคิดว่าการกินอาหารครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริง คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน เช่น การทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหารแปรรูปบ่อย ๆ ล้วนส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารในร่างกาย การตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมิน คุณค่าทางโภชนาการจริง ๆ ของร่างกาย ที่อาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถบอกได้

การตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้บ้าง? ค้นหาคำตอบที่ภูเก็ต

วิตามิน และแร่ธาตุคืออะไร?

วิตามิน (Vitamins) และ แร่ธาตุ (Minerals) คือ จุลสารอาหาร (micronutrients) ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่มีบทบาทใหญ่ในแทบทุกระบบ ตั้งแต่การสร้างพลังงาน การทำงานของเอนไซม์/ฮอร์โมน ระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการซ่อมแซมเซลล์ แม้ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่การ ขาด หรือ เกิน ก็ทำให้สมดุลเสีย และเกิดปัญหาสุขภาพได้

แนวคิดสำคัญ:

  • RDA/DRI/AI: ปริมาณแนะนำต่อวันเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และลดความเสี่ยงจากการขาด
  • UL (Upper Limit): ขีดสูงสุดที่ปลอดภัย—โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมัน และแร่ธาตุบางชนิด การเกินสะสมอาจเป็นอันตราย

วิตามิน (Vitamins)

วิตามินแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามคุณสมบัติการละลาย ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึม การสะสม และความเสี่ยงจากการเกิน

วิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble): A, D, E, K

  • การดูดซึม: ต้องอาศัยไขมันในมื้ออาหาร น้ำดี และการทำงานปกติของตับ/ถุงน้ำดี/ลำไส้เล็ก
  • การสะสม: สะสมในตับ และเนื้อเยื่อไขมัน จึงเสี่ยง สะสมเกิน ได้มากกว่าวิตามินที่ละลายในน้ำ
  • บทบาทสำคัญ
    • A: การมองเห็น (จอประสาทตา), เยื่อบุผิว/ผิวหนัง, ภูมิคุ้มกัน
    • D: การดูดซึมแคลเซียม-ฟอสฟอรัส, ความหนาแน่นมวลกระดูก, ภูมิคุ้มกัน
    • E: สารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเยื่อหุ้มเซลล์จากการทำลาย
    • K: การแข็งตัวของเลือด, การเผาผลาญกระดูก
  • ภาวะขาด (ตัวอย่าง)
    • A ต่ำ: ตาบอดกลางคืน ผิวแห้ง เยื่อบุติดเชื้อบ่อย
    • D ต่ำ: กระดูกพรุน ปวดกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง
    • E ต่ำ: เสี่ยงความเสียหายของเซลล์ประสาท (พบไม่บ่อย)
    • K ต่ำ: มีเลือดออกง่าย จุดเลือดออกตามผิว
  • ภาวะเกิน (ตัวอย่าง)
    • A เกิน: ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตับทำงานผิดปกติ ผิวลอก
    • D เกิน: แคลเซียมเลือดสูง คลื่นไส้ นิ่วไต
    • E เกิน: รบกวนการแข็งตัวของเลือด
    • K เกิน: โดยทั่วไปจากอาหารไม่พบปัญหา แต่การเสริมขนาดสูงโดยไม่จำเป็นไม่แนะนำ
  • แหล่งอาหาร: น้ำมันปลา/ตับปลา, ไข่, นม/ผลิตภัณฑ์นม, ปลา, ผักใบเขียวเข้ม, ถั่ว/เมล็ดพืช, อาหารเสริมวิตามิน D ที่เสริมในนม/ธัญพืช (fortified)

วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water-soluble): C และกลุ่ม B

  • การดูดซึม: ดูดซึมง่าย กระจายตัวในน้ำของร่างกาย
  • การสะสม: ไม่สะสมมาก ส่วนเกินถูกขับทางปัสสาวะ จึงต้องรับประจำ
  • บทบาทสำคัญ
    • C: สร้างคอลลาเจน สมานแผล ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยดูดซึมเหล็ก
    • B-complex
      • B1 (ไทอามีน): เผาผลาญคาร์โบไฮเดรต การทำงานของระบบประสาท
      • B2 (ไรโบฟลาวิน): เอนไซม์พลังงาน ผิว/ดวงตา
      • B3 (ไนอาซิน): พลังงาน และซ่อมแซม DNA
      • B6 (ไพริดอกซีน): เมแทบอลิซึมโปรตีน/เมทิลเลชัน สร้างสารสื่อประสาท
      • B9 (โฟเลต): สร้างเม็ดเลือดแดง การแบ่งตัวของเซลล์ (สำคัญมากในหญิงตั้งครรภ์)
      • B12 (โคบาลามิน): สร้างเม็ดเลือดแดง และไมอีลินของเส้นประสาท
  • ภาวะขาด (ตัวอย่าง)
    • C ต่ำ: เหงือกบวม เลือดออกง่าย แผลหายช้า (ลักษณะโรคลักปิดลักเปิด)
    • B12 ต่ำ: โลหิตจางเม็ดเลือดแดงโต ชา-เหน็บชา สมาธิลด
    • โฟเลตต่ำ: โลหิตจาง และเสี่ยงความผิดปกติของท่อประสาทในทารก
    • B1/B2/B3/B6 ต่ำ: อ่อนเพลีย ผิว/ริมฝีปากอักเสบ ระบบประสาทผิดปกติ (ตามชนิด)
  • ภาวะเกิน: โดยทั่วไปพบน้อยเพราะขับออก แต่การเสริมขนาดสูงมาก-นาน ๆ อาจมีผล เช่น B6 สูงทำให้ปลายประสาทอักเสบ
  • แหล่งอาหาร: ผัก-ผลไม้สด (C), ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว-เมล็ดพืช เนื้อสัตว์/ปลา/ไข่/นม ผักใบเขียวเข้ม (B-complex)

แร่ธาตุ (Minerals)

แร่ธาตุมีทั้ง หลัก (macrominerals) ที่ต้องการมากกว่า และ รอง/จุลธาตุ (trace minerals) ที่ต้องการเพียงเล็กน้อย แต่สำคัญไม่แพ้กัน

แร่ธาตุหลัก

  • แคลเซียม (Ca): โครงสร้างกระดูก-ฟัน การหดตัวของกล้ามเนื้อ การส่งสัญญาณประสาท
    • ขาด: กระดูกพรุน ตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก
    • เกิน: เสี่ยงนิ่วไต แคลเซียมเลือดสูง (มักจากเสริมมากเกิน)
    • แหล่ง: นม-โยเกิร์ต-ชีส ปลาเล็กกินทั้งกระดูก ผักใบเขียวบางชนิด อาหารเสริมแคลเซียม
  • แมกนีเซียม (Mg): เอนไซม์มากกว่า 300 ชนิด กล้ามเนื้อ/หัวใจ ระบบประสาท
    • ขาด: ตะคริว ใจสั่น นอนยาก
    • แหล่ง: ถั่ว-เมล็ดพืช โกโก้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ผักใบเขียว
  • โพแทสเซียม (K) & โซเดียม (Na): สมดุลน้ำ-อิเล็กโตรไลต์ ความดันเลือด การนำกระแสประสาท
    • โพแทสเซียมต่ำ: อ่อนแรง ใจสั่น
    • โซเดียมสูง: ความดันสูง บวมน้ำ
    • แหล่ง: ผักผลไม้สด (K), เกลือ/อาหารแปรรูป (Na)

แร่ธาตุรอง/จุลธาตุ

  • เหล็ก (Fe): ฮีโมโกลบินขนส่งออกซิเจน
    • ขาด: โลหิตจาง เหนื่อยง่าย ซีด เล็บเปราะ
    • เกิน: ทำลายตับ-หัวใจ (เช่น โรคสะสมเหล็ก)
    • แหล่ง: เนื้อแดง เครื่องใน ไข่ ถั่ว ผักใบเขียว (ชีวปริมาณออกฤทธิ์ของเหล็กจากพืชต่ำกว่าเนื้อ)
  • สังกะสี (Zn): ภูมิคุ้มกัน แผลหาย ผิว เส้นผม การรับรู้รส
    • ขาด: ผมร่วง แผลหายช้า รับรสผิดปกติ
    • เกิน: คลื่นไส้ รบกวนการดูดซึมทองแดง
    • แหล่ง: เนื้อสัตว์ หอยนางรม ถั่ว-เมล็ดพืช
  • ซีลีเนียม (Se): เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ไทรอยด์
    • ขาด: กล้ามเนื้ออ่อนแรง ภูมิคุ้มกันต่ำ
    • เกิน: เล็บเปราะ กลิ่นลมหายใจคล้ายกระเทียม
    • แหล่ง: ถั่วบราซิล ปลา ธัญพืช (ขึ้นกับดิน)
  • ไอโอดีน (I): ฮอร์โมนไทรอยด์
    • ขาด: คอพอก ภาวะพร่องไทรอยด์ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ส่งผลพัฒนาการทารก
    • แหล่ง: เกลือเสริมไอโอดีน สาหร่าย อาหารทะเล
  • ทองแดง (Cu), แมงกานีส (Mn), โครเมียม (Cr), โมลิบดีนัม (Mo): ตัวช่วยเอนไซม์หลากหลายกระบวนการ
ทำไมต้องตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุ

ทำไมต้องตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุ

การตรวจนี้ให้ข้อมูลจริงจากเลือดที่อาหาร หรือฉลากอาหารเสริมบอกไม่ได้ เพราะ การดูดซึม การเผาผลาญ  และความต้องการของแต่ละคนต่างกัน ผลที่ได้จึงใช้ตัดสินใจได้แม่นกว่า และปลอดภัยกว่า

  • ตรวจหาภาวะขาดสารอาหารที่ซ่อนอยู่
    • ภาวะขาดจุลสารอาหาร (Micronutrient deficiency) มักเริ่มจากอาการกว้าง ๆ เช่น เหนื่อย เพลีย หงุดหงิด สมาธิลด ผมร่วง ผิวแห้ง
    • ตัวอย่างที่พบบ่อย: Vitamin D ต่ำ, Ferritin ต่ำ (สะสมเหล็กต่ำ), B12/โฟเลตต่ำ
    • หากไม่ตรวจ อาจปล่อยให้เรื้อรัง และกระทบระบบอื่น เช่น ภูมิคุ้มกัน การสร้างเลือด สุขภาพกระดูก/ระบบประสาท
  • ประเมิน สมดุล ไม่ใช่แค่การขาด
    • เกิน ก็เป็นปัญหาได้ เช่น วิตามิน A/D เกิน (สะสมได้), เหล็กเกิน (ทำลายตับ/หัวใจ), สังกะสีสูง (รบกวนทองแดง)
    • การตรวจทำให้รู้ว่า ค่าอยู่ กลางช่วงที่เหมาะสม หรือไม่ ไม่ใช่เพียงไม่ต่ำเกิน
  • วางแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition)
    • รู้ชัดว่า ควรเพิ่ม/ลดอาหารกลุ่มใด และ ควรเสริมตัวไหน เท่าไร นานแค่ไหน
    • ตัวอย่าง: Ferritin ต่ำ → เพิ่มโปรตีนเนื้อแดง/พืชที่มีเหล็ก + วิตามิน C คู่กัน และอาจเสริมเหล็กช่วงสั้น ๆ พร้อมวางแผนติดตาม
    • ลดความเสี่ยงจากการ เดา แล้วเสริมผิดชนิด/เกินขนาด
  • ตรวจติดตามผลการรักษา/การเสริม หลังเริ่มอาหารเสริมหรือโปรแกรมฟื้นฟู ตรวจซ้ำเพื่อดูว่าค่าขยับเข้าเป้าหรือยัง และ ปรับขนาด/หยุด เมื่อถึงเป้าหมาย (เลี่ยงการสะสม)
  • ป้องกันโรคเรื้อรังในอนาคต
    • หลายค่ามีความเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรัง:
      • Vitamin D ต่ำ → สุขภาพกระดูก/ภูมิคุ้มกันแย่ลง และสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคบางชนิด
      • เหล็กเกิน → ความเสียหายของอวัยวะ (โดยเฉพาะในผู้ที่มีพันธุกรรมสะสมเหล็ก)
    • การรักษาระดับให้อยู่ในช่วงเหมาะสมช่วยลดภาระโรคระยะยาว

การตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุคืออะไร?

การตรวจเลือดวิตามิน และแร่ธาตุ (Vitamin and Mineral Blood Test) คือ การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ใช้เลือดเพียงเล็กน้อย เพื่อประเมินระดับของ จุลสารอาหาร (Micronutrients) ภายในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย วิตามิน ที่ละลายในไขมัน และน้ำ รวมถึง แร่ธาตุ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ ภูมิคุ้มกัน และกระบวนการสร้างพลังงาน

การตรวจนี้ช่วยให้เข้าใจถึง สถานะโภชนาการของร่างกายแบบลึกซึ้ง มากกว่าเพียงการดูจากอาหารที่รับประทาน เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านการดูดซึม การเผาผลาญ และการใช้สารอาหาร การตรวจเลือดจึงเป็น ข้อมูลจริงจากภายใน ที่บอกได้ว่า ร่างกาย อยู่ในภาวะสมดุล ขาด หรือเกินสารอาหาร หรือไม่

โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาแนะนำการตรวจนี้ให้กับผู้ที่มีอาการหรือพฤติกรรมเสี่ยง เช่น

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แม้พักผ่อนเพียงพอ
  • ผมร่วง ผิวแห้ง เล็บเปราะ หรือแผลหายช้า
  • รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรืออยู่ในช่วงลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติหรืออาหารเฉพาะกลุ่ม
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ โรคลำไส้ หรือโรคที่กระทบต่อการดูดซึมสารอาหาร
  • ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง (เช่น ยากดกรด ยาขับปัสสาวะ หรือเมตฟอร์มิน)

การตรวจเลือดวิตามิน และแร่ธาตุสามารถช่วยให้แพทย์ วางแผนโภชนาการแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ได้แม่นยำขึ้น เช่น ระบุว่าควรเพิ่มหรือลดอาหารชนิดใด เสริมวิตามินตัวไหนเท่าใด หรือควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อให้ร่างกายกลับเข้าสู่สมดุลที่เหมาะสม

โดยกระบวนการตรวจทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้เวลารวดเร็ว เพียงเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำที่แขนปริมาณเล็กน้อย แล้วส่งวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ผลตรวจที่ได้จะสะท้อนระดับสารอาหารที่แท้จริงของร่างกายในช่วงเวลานั้น และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปรับปรุงสุขภาพได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

วิตามิน และแร่ธาตุที่นิยมตรวจในเลือด

วิตามิน และแร่ธาตุที่นิยมตรวจในเลือด

การตรวจเลือดเพื่อตรวจระดับวิตามิน และแร่ธาตุ เป็นวิธีสำคัญในการประเมินสุขภาพภายในของร่างกาย ว่ามีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่ เพราะแม้เราจะรับประทานอาหารที่ดูเหมือนเพียงพอ แต่ร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านการดูดซึม การเผาผลาญ และการใช้ประโยชน์จากสารอาหาร การตรวจจึงช่วยยืนยันได้ชัดเจนว่า ร่างกายของเรามีภาวะขาด เกิน หรือสมดุล ของวิตามิน และแร่ธาตุอย่างไร

หมายเหตุ: ค่าปกติของแต่ละสารอาจแตกต่างกันไปตาม ห้องปฏิบัติการ อายุ เพศ ภาวะตั้งครรภ์ และโรคประจำตัว ดังนั้นการตีความผลตรวจควรทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

วิตามินที่สำคัญ

  • วิตามิน D
    • ตรวจค่า: 25-Hydroxyvitamin D (25-OH D)
    • หน้าที่: ช่วยดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส เสริมความแข็งแรงของกระดูก และฟัน และมีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน
    • เมื่อขาด: เสี่ยงกระดูกพรุน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรืออ่อนแรงเรื้อรัง
    • กลุ่มเสี่ยง: ผู้ที่รับแดดน้อย ใช้ครีมกันแดดเข้มข้น ทำงานในที่ร่ม ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคตับ และไต
    • แนวทางดูแล: รับแสงแดดช่วงเช้า 10–15 นาทีต่อวัน และเสริมวิตามิน D หรือแคลเซียมตามคำแนะนำแพทย์
  • วิตามิน B12
    • ตรวจค่า: Serum Vitamin B12 (อาจตรวจร่วมกับ Homocysteine หรือ MMA เพื่อความแม่นยำ)
    • หน้าที่: สร้างเม็ดเลือดแดง และรักษาสมดุลระบบประสาท
    • เมื่อขาด: มีอาการเหนื่อยง่าย ชา ปลายมือปลายเท้า หรือสมาธิลดลง
    • กลุ่มเสี่ยง: ผู้สูงอายุ ผู้ทานมังสวิรัติ ผู้ใช้ยาลดกรด หรือเมตฟอร์มิน
    • แนวทางดูแล: เพิ่มอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือเสริมวิตามิน B12 ภายใต้คำแนะนำแพทย์
  • โฟเลต (วิตามิน B9)
    • ตรวจค่า: Serum Folate หรือ RBC Folate
    • หน้าที่: สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์
    • เมื่อขาด: เสี่ยงโลหิตจาง และภาวะซีดเรื้อรัง
    • กลุ่มเสี่ยง: หญิงตั้งครรภ์ ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้มีโรคลำไส้ดูดซึมผิดปกติ
    • แนวทางดูแล: รับประทานผักใบเขียว ธัญพืชเสริมโฟเลต หรือเสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์
  • วิตามิน C
    • ตรวจค่า: Serum Vitamin C
    • หน้าที่: เสริมภูมิคุ้มกัน สร้างคอลลาเจน และช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก
    • เมื่อขาด: ผิวแห้ง เหงือกบวม แผลหายช้า
    • กลุ่มเสี่ยง: ผู้ที่รับประทานผักผลไม้น้อย สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อย
    • แนวทางดูแล: รับประทานผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือเสริมวิตามิน C ขนาดเหมาะสม
  • วิตามิน A และ E
    • ตรวจค่า: Serum Retinol (A) และ α-tocopherol (E)
    • หน้าที่
      • วิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา และภูมิคุ้มกัน
      • วิตามิน E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบของเซลล์
    • เมื่อขาด
      • วิตามิน A ต่ำ ทำให้ตาบอดกลางคืนหรือผิวแห้ง
      • วิตามิน E ต่ำ อาจมีปัญหากล้ามเนื้อหรือระบบประสาท
    • ข้อควรระวัง: วิตามินกลุ่มนี้ละลายในไขมัน จึงสะสมในร่างกายได้ หากเสริมเกินขนาดอาจเป็นอันตราย

แร่ธาตุที่ควรตรวจ

  • เหล็ก (Iron)
    • ตรวจค่า: Ferritin, Serum Iron, TIBC/Transferrin และ CBC
    • หน้าที่: ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และขนส่งออกซิเจนในร่างกาย
    • เมื่อขาด: ทำให้ซีด เหนื่อยง่าย หรือเวียนศีรษะ
    • เมื่อเกิน: ทำให้ตับทำงานผิดปกติ และเกิดการสะสมของเหล็กในอวัยวะ
    • หมายเหตุ: ค่าความอักเสบอาจทำให้ Ferritin สูงผิดปกติ ต้องดูร่วมกับค่าอื่น
  • สังกะสี (Zinc)
    • ตรวจค่า: Serum/Plasma Zinc
    • หน้าที่: ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิว เส้นผม และการรับรู้รส
    • เมื่อขาด: ผมร่วง แผลหายช้า หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
    • เมื่อเกิน: ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง และรบกวนการดูดซึมทองแดง
    • คำแนะนำ: หากต้องเสริมต่อเนื่อง ควรตรวจระดับทองแดงควบคู่
  • แมกนีเซียม (Magnesium)
    • ตรวจค่า: Serum Magnesium หรือ RBC Magnesium
    • หน้าที่: ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท
    • เมื่อขาด: มีอาการตะคริว หงุดหงิด หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    • กลุ่มเสี่ยง: ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะ ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้ป่วยเบาหวาน
  • แคลเซียม (Calcium)
    • ตรวจค่า: Total Calcium หรือ Ionized Calcium
    • หน้าที่: เสริมสร้างกระดูก ฟัน และการหดตัวของกล้ามเนื้อ
    • เมื่อขาด: เกิดตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก หรือเสี่ยงกระดูกพรุน
    • เมื่อเกิน: ทำให้คลื่นไส้ กระหายน้ำ หรือสับสน
  • ซีลีเนียม (Selenium)
    • ตรวจค่า: Serum/Plasma Selenium
    • หน้าที่: เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการทำงานของต่อมไทรอยด์
    • เมื่อขาด: อ่อนล้า หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
    • เมื่อเกิน: ทำให้เล็บเปราะ ผมร่วง หรือมีกลิ่นลมหายใจคล้ายกระเทียม

ใครบ้างที่มักได้รับคำแนะนำให้ตรวจ

  • มีอาการกว้าง ๆ ที่อาจเกี่ยวกับภาวะขาดสารอาหาร เช่น เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย สมาธิลด นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน
  • ปัญหาผิว/ผม/เล็บ: ผิวแห้ง ผมร่วง เล็บเปราะ แผลหายช้า
  • พฤติกรรมการกินเสี่ยงขาดสารอาหาร: กินไม่ครบหมู่ ลดน้ำหนักเร็ว กินอาหารซ้ำจำเจ
  • แนวทางกินเฉพาะกลุ่ม: มังสวิรัติ/วีแกน อาจเสี่ยง B12 เหล็ก สังกะสี ไอโอดีน
  • มีโรค/ภาวะที่รบกวนการดูดซึม: เบาหวาน ไทรอยด์ โรคลำไส้อักเสบ โรคตับ/ถุงน้ำดี ผ่าตัดกระเพาะ/ลำไส้
  • ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง: ยาลดกรด/กดกรด (PPI), ยาขับปัสสาวะ, ยากันชัก, ยาลดไขมันบางชนิด
  • ช่วงชีวิตพิเศษ: ตั้งครรภ์/วางแผนตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ผู้สูงอายุ นักกีฬา/ใช้แรงมาก

การตรวจนี้ทำได้ง่าย ใช้เลือดปริมาณเล็กน้อยจากหลอดเลือดดำที่แขน ใช้เวลารับบริการไม่นาน และมักทราบผลภายใน 1–3 วัน (แล้วแต่ห้องปฏิบัติการ)

ขั้นตอน และการเตรียมตัวก่อนตรวจ

  • นัดหมาย และแจ้งประวัติ: อาหารเสริม/ยาที่ทานอยู่ โรคประจำตัว อาการปัจจุบัน
  • งดอาหาร 8–12 ชม. (ถ้าห้องแล็บระบุ) น้ำเปล่าดื่มได้ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์/ออกกำลังกายหนัก 24 ชม. ก่อนตรวจ
  • ชะลอการทานเสริมบางชนิด: เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม วิตามินที่ละลายในไขมัน ในเช้าวันตรวจ (ทำตามคำแนะนำผู้ให้บริการ)
  • วันตรวจ: เจาะเลือด ใช้เวลา 5–10 นาที พัก 10–15 นาที หากมีอาการหน้ามืดง่าย

ผลตรวจเลือดสามารถบอกอะไรได้บ้าง?

  • ภาวะ ขาดหรือเกินวิตามิน/แร่ธาตุ ที่มีผลต่อการทำงานร่างกาย
    • ตัวอย่าง: 25-OH D ต่ำ → เสี่ยงกระดูกพรุน/ภูมิคุ้มกันต่ำ, Ferritin ต่ำ → สต๊อกเหล็กไม่พอ/โลหิตจาง, B12/โฟเลตต่ำ → โลหิตจางเม็ดเลือดแดงโต/อาการทางประสาท
    • การนำไปใช้: วางแผน เพิ่ม/ลด อาหาร เสริมสารอาหารเฉพาะตัว กำหนด ขนาด–ระยะเวลา–เป้าหมาย และติดตามซ้ำ
  • สัญญาณเริ่มต้นของโรคเรื้อรัง
    • เมตาบอลิซึมผิดปกติ: วิตามิน D ต่ำสัมพันธ์ความเสี่ยงบางโรคเมตาบอลิก/กระดูก
    • ภาวะอักเสบ: Ferritin/CRP สูงร่วมกันอาจสะท้อนอักเสบ—ตีความร่วมกับอาการ/โรคร่วม
    • ตับ/ไต: แร่ธาตุผิดปกติบางรูปแบบชี้ปัญหาการขับ/การดูดซึม
  • แนวโน้มภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรือ ความเครียดออกซิเดชัน
    • ค่า วิตามินต้านอนุมูลอิสระ (C/E) ต่ำ หรือ ซีลีเนียม ต่ำ อาจบ่งชี้ความต้องการเพิ่มแหล่งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
    • ใช้ประกอบการปรับรูปแบบชีวิต: นอนหลับให้พอ ลดความเครียด ออกกำลังกายเหมาะสม เพิ่มผักผลไม้หลากสี
  • ภาพรวมโภชนาการ เพื่อนำไปวางแผนเฉพาะบุคคล
    • ผลตรวจรวมกับประวัติอาหาร น้ำหนัก เป้าหมายสุขภาพ → จัดทำ Personalized Nutrition Plan
    • กำหนด จุดโฟกัส ที่แท้จริง เช่น เพิ่มเหล็ก/โฟเลตในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือเพิ่มโปรตีน-แคลเซียม-วิตามิน D ในผู้สูงอายุ

ข้อดีของการตรวจเลือดวิตามิน และแร่ธาตุ

  • รู้ภาวะสารอาหารที่แท้จริงในร่างกาย ไม่ต้องเดาจากสิ่งที่กิน แต่ได้หลักฐานจากเลือด ช่วยชี้ชัดว่า ขาด–เกิน–พอดี อยู่ตรงไหน
  • ป้องกันการขาดก่อนเกิดอาการรุนแรง ภาวะขาดมักเริ่มเงียบ ๆ (เหนื่อยง่าย ผมร่วง ผิวแห้ง) การตรวจช่วยจับสัญญาณไว ลดความเสี่ยงลุกลาม
  • วางแผนอาหาร/อาหารเสริมได้เหมาะสม และปลอดภัย รู้ ชนิด–ขนาด–ระยะเวลา ตามข้อมูลจริง ลดความเสี่ยงจากการเสริมผิดตัวหรือเสริมเกิน
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ตรงจุด เชื่อมผลตรวจกับการนอน การออกกำลัง แสงแดด คาเฟอีน/แอลกอฮอล์ และยาที่ใช้อยู่ เพื่อแก้ปัจจัยรบกวนการดูดซึม
  • ติดตามผลหลังรับอาหารเสริมหรือโปรแกรมสุขภาพ ช่วยประเมินว่าแผนที่ทำ ได้ผลจริงหรือไม่ ควร เพิ่ม-ลด-หยุด เมื่อไร เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสม/ผลข้างเคียง
การรักษา และแนวทางดูแลเมื่อพบความผิดปกติของวิตามิน และแร่ธาตุในเลือด

การรักษา และแนวทางดูแลเมื่อพบความผิดปกติของวิตามิน และแร่ธาตุในเลือด

เมื่อผลตรวจเลือดแสดงให้เห็นว่าร่างกาย ขาดหรือเกินวิตามิน และแร่ธาตุบางชนิด แพทย์จะประเมินร่วมกับอาการทางคลินิก พฤติกรรมการกิน และโรคประจำตัว เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  • การปรับอาหารให้เหมาะสม (Dietary Modification) เป็นขั้นตอนแรก และสำคัญที่สุด เพราะอาหารคือแหล่งสารอาหารที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด
    • ภาวะขาดสารอาหาร
      แพทย์จะแนะนำให้เพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินหรือแร่ธาตุที่ขาด เช่น
      • วิตามิน D → ปลาทะเล ไข่แดง นมเสริมวิตามิน
      • เหล็ก → ตับ เนื้อแดง ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง
      • สังกะสี → อาหารทะเล ถั่ว เมล็ดพืช
      • โฟเลต → ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี
      • วิตามิน C → ผลไม้สด เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี
    • ภาวะเกิน หากพบค่าสูงเกิน แพทย์จะพิจารณาให้งดอาหารหรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น งดอาหารเสริมเหล็กหรือแคลเซียมชั่วคราว เพื่อให้ระดับกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล
  • การใช้วิตามินหรือแร่ธาตุเสริม (Supplement Therapy) กรณีที่ร่างกายขาดมาก หรือมีปัญหาการดูดซึมจากอาหาร แพทย์อาจแนะนำให้เสริมวิตามินหรือแร่ธาตุเพิ่มเติม
    • รูปแบบการเสริม:
      • แบบเม็ดหรือแคปซูล: เหมาะกับผู้ที่ดูดซึมปกติ ต้องการปรับระดับอย่างต่อเนื่อง
      • แบบน้ำ/ละลายใต้ลิ้น: เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาดูดซึมทางลำไส้
      • แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ: ใช้ในกรณีขาดรุนแรง เช่น ขาดวิตามิน B12, เหล็ก หรือแมกนีเซียม
    • ตัวอย่าง
      • วิตามิน D → อาจเสริมสัปดาห์ละครั้งหรือทุกวัน ขึ้นกับระดับในเลือด
      • เหล็ก → เสริมต่อเนื่อง 1–3 เดือน ควรทานพร้อมอาหารที่มีวิตามิน C เพื่อช่วยการดูดซึม
      • วิตามิน B12 → อาจให้แบบฉีดทุกสัปดาห์ในระยะแรก แล้วเปลี่ยนเป็นรับประทานต่อเนื่อง
    • ข้อควรระวัง: ไม่ควรซื้ออาหารเสริมมาทานเองโดยไม่มีผลตรวจยืนยัน เพราะอาจเสี่ยงต่อการสะสมเกินขนาด โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K) และแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็กหรือสังกะสี

3. การรักษาสาเหตุพื้นฐานของภาวะขาดสารอาหาร (Treating Underlying Causes) บางครั้งการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุไม่ได้เกิดจากการกินไม่พอ แต่เกิดจาก ปัญหาการดูดซึมหรือโรคร่วม เช่น

  • โรคลำไส้อักเสบ/ลำไส้สั้น → ทำให้ดูดซึมวิตามิน B12, D, แคลเซียม ได้น้อย
  • โรคตับ/ไตเรื้อรัง → ส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปของวิตามิน D
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดนาน ๆ เช่น ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ ยาลดกรด → ทำให้ขาดแมกนีเซียมหรือวิตามินบางกลุ่ม
  • แพทย์จึงต้องรักษาโรคพื้นฐานควบคู่ไปกับการเสริมวิตามิน เพื่อให้การรักษาได้ผลยั่งยืน
  • การติดตามผล และประเมินซ้ำ (Monitoring and Follow-Up) หลังการปรับอาหารหรือการเสริมวิตามิน/แร่ธาตุ ควรตรวจติดตามซ้ำเพื่อดูแนวโน้มของค่าในเลือด
    • ตรวจซ้ำทุก 8–12 สัปดาห์ สำหรับวิตามินที่ปรับระดับเร็ว เช่น B12, โฟเลต, วิตามิน C
    • ตรวจซ้ำทุก 3–6 เดือน สำหรับแร่ธาตุหรือวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น D, A, E, เหล็ก หรือสังกะสี
    • หากค่ากลับสู่เกณฑ์ปกติ แพทย์อาจปรับขนาดการเสริมหรือหยุดชั่วคราวเพื่อป้องกันการสะสมเกิน
  • การดูแลแบบองค์รวม (Lifestyle & Preventive Care) การรักษาภาวะวิตามิน และแร่ธาตุผิดปกติไม่ควรอาศัยอาหารเสริมหรือยาเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูแลสุขภาพโดยรวมร่วมด้วย เช่น
    • นอนหลับให้เพียงพอ: เพราะร่างกายใช้กระบวนการเผาผลาญวิตามิน และแร่ธาตุในขณะพักผ่อน
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และการดูดซึมสารอาหาร
    • จัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายใช้วิตามินกลุ่ม B และแมกนีเซียมมากขึ้น
    • ลดแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน: เพราะอาจขัดขวางการดูดซึมของแร่ธาตุสำคัญ
การป้องกันภาวะขาดหรือเกินวิตามิน และแร่ธาตุ

การป้องกันภาวะขาดหรือเกินวิตามิน และแร่ธาตุ

แม้ว่าการตรวจเลือดจะช่วยให้ทราบภาวะสารอาหารในร่างกายได้อย่างแม่นยำ แต่การ ป้องกันตั้งแต่ต้น คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสมดุลของวิตามิน และแร่ธาตุในระยะยาว การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยลดความเสี่ยงทั้งภาวะขาด และเกินได้ โดยมีแนวทางดังนี้

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย อาหาร คือ แหล่งวิตามิน และแร่ธาตุธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม
    • เน้น ผักผลไม้สด เพื่อเพิ่มวิตามิน C, A, โฟเลต และใยอาหาร
    • เลือก โปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ไข่ และถั่ว เพื่อเสริมเหล็ก สังกะสี และวิตามิน B12
    • รับประทาน ธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อเพิ่มแมกนีเซียม และโฟเลต
    • ดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม เพื่อช่วยบำรุงกระดูก
    • เคล็ดลับ: สีของอาหารบอกถึงสารอาหาร เช่น ผักใบเขียวมีโฟเลต แครอทมีเบต้าแคโรทีน มะเขือเทศมีไลโคปีน
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร พฤติกรรมบางอย่างอาจทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน และแร่ธาตุได้ไม่เต็มที่ เช่น
    • การดื่ม ชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากเกินไป เพราะจะรบกวนการดูดซึมเหล็ก และแคลเซียม
    • การรับประทานอาหารซ้ำ ๆ เดิม ๆ หรือขาดหมู่บางประเภท
    • การลดน้ำหนักแบบหักโหม หรืออดอาหารนาน
    • การใช้ยาลดกรดหรือยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • รับแสงแดดอย่างเหมาะสม แสงแดดเป็นแหล่งสำคัญของการสร้างวิตามิน D ภายในร่างกาย ควรรับแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า 10–15 นาทีต่อวัน โดยไม่จำเป็นต้องอยู่กลางแดดจ้า หากเป็นผู้ที่ทำงานในอาคารหรือใช้ครีมกันแดดตลอดเวลา ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเสริมวิตามิน D เพิ่มเติม
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ การตรวจเลือดเพื่อตรวจระดับวิตามิน และแร่ธาตุอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care) โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้
    • ผู้ที่รับประทานอาหารเฉพาะกลุ่ม เช่น มังสวิรัติ วีแกน หรือคีโต
    • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
    • หญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์
    • ผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำ หรืออยู่ในภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง
    • การตรวจเลือดจะช่วยให้ทราบระดับสารอาหารที่แท้จริง และสามารถปรับพฤติกรรมหรือรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้ตรงจุด
  • ใช้อาหารเสริมอย่างมีสติ อาหารเสริมควรเป็นเพียง ตัวช่วย ไม่ใช่สิ่งทดแทนอาหารหลัก การใช้วิตามินหรือแร่ธาตุเสริมโดยไม่มีการตรวจเลือดหรือคำแนะนำจากแพทย์ อาจทำให้เกิดภาวะสะสมเกินได้
    • วิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K) มีโอกาสสะสมในร่างกาย หากรับมากเกินไป
    • แร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี หรือซีลีเนียม หากเสริมเกินความจำเป็น อาจส่งผลเสียต่ออวัยวะภายใน
    • ก่อนเริ่มอาหารเสริม ควรตรวจเลือด และปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายต้องการจริง ๆ
  • รักษาสมดุลร่างกายด้วยวิถีชีวิตที่ดี นอกจากโภชนาการแล้ว พฤติกรรมประจำวันก็มีผลต่อสมดุลของวิตามิน และแร่ธาตุ เช่น
    • นอนหลับให้เพียงพอ (7–8 ชั่วโมง/วัน) เพื่อให้ระบบซ่อมแซม และเผาผลาญทำงานเต็มที่
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และการลำเลียงสารอาหาร
    • จัดการความเครียด เพราะความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายใช้วิตามินกลุ่ม B และแมกนีเซียมมากขึ้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การตรวจเลือดหาวิตามิน และแร่ธาตุถือเป็น การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Check) ที่ช่วยให้คุณรู้สถานะสารอาหารภายในร่างกายอย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพได้ตรงจุดมากขึ้น

การรู้ระดับวิตามิน และแร่ธาตุในเลือด ไม่เพียงช่วยปรับสมดุลโภชนาการ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เสริมภูมิคุ้มกัน  และทำให้คุณเข้าใจ ร่างกายของตัวเอง มากขึ้น

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Micronutrient Deficiencies and Human Health. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Micronutrients and Nutrition. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov
  • National Institutes of Health (NIH). Vitamins and Minerals: Dietary Reference Intakes. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ods.od.nih.gov
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการประเมินภาวะโภชนาการและการขาดวิตามินในคนไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.anamai.moph.go.th
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). ข้อมูลและคำแนะนำเรื่องวิตามิน แร่ธาตุ และการเสริมอาหารที่เหมาะสม. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaihealth.or.th

Similar Posts

  • ตรวจลิควิดเบส (Liquid based)

    เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยของเหลว (Liquid based cytology) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ตินแพร็พ (ThinPrep Pap Test) เรียกตามยี่ห้อน้ำยาที่ใช้ตรวจ โดยวิธีการตรวจที่มีการใช้น้ำยา หรือ สารเคมีมาช่วยในการขจัดเซลล์หรือ เนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็งออกไปก่อน ช่วยให้สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้นกว่าวิธีดั้งเดิม  ซึ่งทางสูตินรีแพทย์จะใช้แปรงขนาดเล็กเก็บเซลล์เยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูก ถอดหัวของแปรงใส่ลงในน้ำยารักษาสภาพเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้ตัวอย่างเซลล์ได้มากขึ้น และส่งเข้าเครื่องอัตโนมัติในการเตรียมเซลล์เยื่อบุผิวที่ปราศจากสิ่งปนเปื้อนพวกมูก หรือ เม็ดเลือดและลดการซ้อนทับของเซลล์ที่หนาแน่นเกินไปลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ช่วยเพิ่มโอกาสให้พยาธิแพทย์ในการตรวจพบความผิดปกติที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น 

  • ตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear)

    การตรวจแปบเสมียร์ Pap Smear หรือ Pap Test ย่อมาจาก The Papanicolaou Smear หรือมีชื่อเรียกแบบเป็นทางการว่า Conventional Pap Smear  เป็นแนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ผ่านการใช้เครื่องมือ Speculum สอดเข้าไปในปากช่องคลอดลึกถึงบริเวณปากมดลูก เพื่อป้ายเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุผิวในตำแหน่งดังกล่าว จากนั้นนำออกมาส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติและบ่งบอกถึงโอกาสเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกในอนาคต ซึ่งถือเป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย ประหยัดเวลา และมีราคาไม่สูง 

  • ทำไม? ก่อนตรวจเลือดจึงต้องงดน้ำ งดอาหาร

    การตรวจเลือด สามารถวินิจฉัยโรคบางชนิดที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้จากการซักประวัติ  ผลการตรวจเลือดจึงต้องการความชัดเจน และถูกต้องที่สุด แต่สารอาหาร และสารจากเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปาสู่กระแสเลือด และอาจทำให้ผลเลือดมีความแปรปรวนจากความเป็นจริงได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มก่อนการตรวจเลือดในการตรวจค่าบางอย่าง เพื่อให้ผลเลือดมีความแม่นยำที่สุด ซึ่งหลังจากเจาะเลือดเรียบร้อยร้อยแล้วเราสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติในระหว่างรอผลเลือด

  • ข้อดีของการตรวจสุขภาพประจำปี

    ทุกวันนี้ผู้คนใช้ชีวิตกันแบบละเลยการดูแลสุขภาพเป็นอย่างมาก ด้วยความคิดที่ว่าร่างกายปกติ ไม่มีการแสดงอาการของโรค ก็เลยคิดว่าสุขภาพดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทั้งที่ในปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อม ความเครียด อาหาร ซึ่งนั่นอาจจะเป็นภัยเงียบที่ทำให้ร่างกายของเรา เกิดความเจ็บป่วยได้ การตรวจสุขภาพประจำปี  จึงถือว่ามีความสำคัญในการช่วยให้เรารู้เท่าทันสภาพร่างกายของตนเอง เมื่อพบความผิดปกติ จะได้เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ทำให้มีโอกาสที่จะหายขาดได้มากขึ้น และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

  • การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง มีอะไรบ้าง?

    การตรวจสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นการดูแลเอาใจใส่ร่างกายของเราด้วยการตรวจคัดกรองความเสี่ยง หาความผิดปกติภายในของร่างกาย แม้เราจะคิดว่าสุขภาพดีอยู่แล้ว ไม่มีความผิดปกติอะไร แต่อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้สังเกตนั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่เราไม่ล่วงรู้มาก่อนก็ได้ และการตรวจสุขภาพแบบเฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะตรวจตามความเสี่ยงโดยมีปัจจัย เช่น ช่วงอายุ ประวัติทางพันธุกรรม หรือมีอาการผิดปกติ โดยมีการตรวจระดับค่าสารบ่งชี้มะเร็ง การตรวจทางรังสีวิทยา

  • ทำไมการตรวจเลือดจึงจำเป็นหลังเริ่มฮอร์โมนบำบัด ตรวจเลือดได้ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

    การใช้ฮอร์โมนบำบัดเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องการปรับสมดุลฮอร์โมนตามภาวะสุขภาพ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ชายที่มีภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ หรือกลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender) ที่ต้องการให้ร่างกายสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นฮอร์โมนบำบัดไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่รับประทานยา ฉีดยา หรือใช้แผ่นแปะฮอร์โมนแล้วทุกอย่างจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ การติดตามผลทางการแพทย์ โดยเฉพาะการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ คือหัวใจสำคัญของการรักษาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงระยะยาว