การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี และซี

ไวรัสตับอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อบริเวณตับ ทำให้ตับมีการอักเสบและเกิดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งไวรัสตับอักเสบที่พบได้มาก คือ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี ส่วนไวรัสตับอักเสบดีและอีจะพบได้น้อยมาก 

ในปัจจุบันพบว่าไวรัสตับอักเสบบี และซี เป็นสาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้ เมื่อเชื้อเข้าไปในร่างกาย อาการจะไม่รุนแรง ไม่ชัดเจน ทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่าตนเองเริ่มมีอาการตับอักเสบแล้ว โดยผู้ที่ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่แสดงอาการ เช่น ตาเหลือง/ตัวเหลือง และไม่แสดงอาการ ซึ่งการดำเนินโรคสามารถกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด 

จะทราบได้ก็ต่อเมื่อไปตรวจร่างกายแล้วพบค่าการอักเสบของตับผิดปกติ และตรวจเลือดพบการติดเชื้อแต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้า เพื่อตอบสนองการลดจำนวนผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ จึงมีวิธีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคตับ อาทิ โรคตับอักเสบ และโรคมะเร็งตับ 

โดยการเจาะเลือดเพื่อหาสภาวการณ์ติดเชื้อ และหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เพื่อช่วยคัดกรองและช่วยในการวินิจฉัย รวมไปถึงเป็นแนวทางในการรักษาที่ถูกต้องและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบสู่ผู้อื่นได้

ด้วยความที่ไม่ปรากฏอาการ หรืออยู่ในช่วงโรคสงบ หรือการอักเสบไม่มากมักไม่ก่อให้เกิดอาการที่ชัดเจน จึงทำให้หลายคนมองข้าม และลืมฉีดวัคซีนทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี และซี

การติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบี และซี

  • ไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อหลักทางเลือด เพศสัมพันธ์ การสักตามร่างกาย เจาะหูหรืออวัยวะต่างๆ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน อาจติดจากมารดาสู่ทารก ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีบางรายมีภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน โดยมีอาการปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไข้ต่ำๆ คลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยง่าย ตัวเหลือง ตาเหลือง อาการพวกนี้จะดีขึ้นภายใน 2 – 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา และผู้ป่วยส่วนมาก จะไม่กลับมาเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีอีก ในทางกลับกันในผู้ที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรงพอ ไวรัสที่เหลืออยู่มากก็จะก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและมีพังผืดเกิดขึ้นมาแทนที่
  • ไวรัสตับอักเสบซี สามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่ติดต่อทางการไอจามรดกัน การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำด้วยกัน และการใช้ถ้วยชามร่วมกัน ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีในระยะแรกจะไม่ค่อยมีอาการ จะดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจมีอาการเหมือนโรคทั่วไป เช่น เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง อ่อนเพลีย หรือมึนงง เป็นต้น

การตรวจหาเชื้อ และการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี และซี

การที่เราจะทราบว่าเรากำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่หรือไม่นั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มจากการซักประวัติอาการก่อน ประวัติการฉีดวัคซีน รวมไปถึงการได้รับเลือดหรือส่วนประกอบอื่นๆ ของเลือด จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย มีการเอกซ์เรย์ และเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยแยกเป็นการตรวจดังนี้

  • การตรวจทางเคมีคลินิก เป็นการตรวจการทำงานของตับเพื่อหาภาวะการอักเสบของเซลล์ตับ โดยการตรวจหาปริมาณเอนไซม์ 2 ชนิด คือ ALT / SGPT, AST / AGOT, ตรวจหาปริมาณของ Bilirubin สารเหลืองดีซ่าน เพื่อหาความสามารถของตับในการกำจัดสารต่างๆ ที่ไม่ต้องการออกจากร่างกาย, การตรวจหาปริมาณ AP ดูภาวะการอุดตันของท่อน้ำดี, การตรวจหาปริมาณของ GGT และการตรวจหาปริมาณของ Albumin (โปรตีน albumin)
  • การตรวจหาภาวะการแข็งตัวของเลือด prothrombin เป็นโปรตีนที่สร้างจากตับ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด หากตับมีความผิดปกติจะทำให้ขาด prothrombin จึงทำให้ระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือดนานกว่าปกติ
  • การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา เป็นการตรวจหาสารที่เป็นองค์ประกอบของเชื้อไวรัส (antigen) หรือหาโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัส (antibody)
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งให้ผลแม่นยำกว่า และสามารถบอกปริมาณจากไวรัสได้
ไวรัสตับอักเสบบี และซี

การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี Hepatitis B Virus (HBV)

ในการตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี สามารถทำได้โดยการตรวจหาส่วนประกอบของเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเชื้อทั้งหมด 5 ชนิดได้แก่

  • ตรวจ HBsAG (แอนติเจนไวรัสตับอักเสบบี) บ่งบอกถึงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 
  • ตรวจ HBeAG บ่งบอกถึงโรคอยู่ในระยะการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบบี  (Viral replication)
  • ตรวจ HBV-DNA บ่งบอกถึงปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบี) 
  • ตรวจ Anti HBc บ่งบอกถึงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อไวรัสตับอักเสบบี บอกถึงการเคยติดเชื้อไวรัสบี
  • ตรวจ Anti HBs  บ่งบอกถึงภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

การตรวจหาไวรัสตับอักเสบซี Hepatitis C Virus (HCV)

ในการตรวจหาไวรัสตับอักเสบซี คือ การตรวจหาภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี บ่งบอกถึงภาวการณ์ติดเชื้อหรือเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง อาจมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือดและสามารถแพร่สู่บุคคลอื่นได้

  • ภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบซี (Anti-HCV) เป็นภูมิที่บอกว่ามีหรือเคยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ถ้าให้ผลบวก แสดงว่าเคยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมาก่อนโดยที่ขณะนี้อาจมีหรือไม่มีไวรัสอยู่ในเลือดก็ได้  บางรายที่ตรวจไม่เจอในระยะแรกอาจต้องตรวจซ้ำอีก 2-8 สัปดาห์
  • การนับปริมาณไวรัสโดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ถ้าให้ผลบวกแสดงว่ากำลังมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
  • การตรวจการทำงานของตับเพื่อดูค่าการอักเสบของตับ (AST, ALT)
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อการวินิจฉัย โดยจะทำในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

ปัจจุบันมีการรักษาไวรัสตับอักเสบบี และซีให้หายขาดได้ 

ดังนั้นผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง ท่านเองก็สามารถป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไวรัสตับอักเสบได้  และสามารถปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกัน รวมไปถึงการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และหากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น หรือสงสัยว่าตนเองเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การตรวจหาไวรัสตับอักเสบ บีและ ซี ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 288 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์        10.00- 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

Similar Posts

  • ชายรักชายมีเพศสัมพันธ์อย่างไรให้ปลอดภัย

    การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยในชายรักชาย นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แล้ว ยังอาจช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคู่นอนของตัวเองได้ด้วย เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค  หากมีการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น อาจยังไม่แสดงอาการ จึงทำให้ชายรักชายแพร่เชื้อไปให้คู่นอนของตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว  เนื่องมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ของชาย รักชาย  นั้นมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากทวารหนักไม่ใช่ช่องทางธรรมชาติเหมือนกับช่องคลอดที่มีความยืดหยุ่น กว่า เมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงอาจทำให้ทวารหนักฉีกขาดหรือมีบาดแผล จึงเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าได้ จนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม เอชไอวี ซิฟิลิส ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

  • ยาเพร็พ แบบฉีด ก้าวสำคัญของการป้องกันเอชไอวี พร้อมเข้าถึงได้แล้วในภูเก็ต

    ยาเพร็พ (PrEP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่เดิม PrEP เป็นยารับประทานที่ต้องกินทุกวันจึงจะได้ผลสูงสุด อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือผู้ใช้หลายคนลืมหรือไม่สามารถกินยาต่อเนื่องได้ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ปัจจุบันมี PrEP แบบฉีด (Long-Acting Injectable PrEP) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหานี้ และข่าวดีคือบริการรูปแบบนี้ได้เริ่มเข้าถึงได้แล้วในประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยว

    การทำความเข้าใจทุกมิติของ PrEP แบบฉีด ตั้งแต่กลไกการทำงาน ความแตกต่างกับ PrEP แบบกิน ข้อดี–ข้อจำกัด ผลข้างเคียงที่ควรรู้ สถานะการเข้าถึง รวมถึงเหตุผลที่ การเลือกใช้บริการในภูเก็ต เป็นโอกาสสำคัญสำหรับทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ

  • ไตรกลีเซอไรด์ กับ คอเลสเตอรอล ต่างกันอย่างไร?

    ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) คือ อนุภาคไขมันในร่างกายเป็นไขมันชนิดหนึ่งมีอนุภาคขนาดเล็ก ที่ลอยอยู่ในเลือดหลังจากถูดดูดซึมมาทางลำไส้ใหญ่ โดนปกติร่างกายสามารถสังเคราะห์กลีเซอไรด์ขึ้นได้เองจากในตับ หรืออาจจะมาจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปในแต่ละวันโดยเมื่อมีการกินอาหารเข้าไปในร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน น้ำมัน เนย หรืออาหารที่มีไขมันต่างๆ  ซึ่งไตรกลีเซอไรด์จะถูกส่งผ่านเข้าไปในกระแสเลือด โดยอาศัยตัวช่วยอย่างไลโปโปรตีนและส่งต่อไปยังเซลล์ เมื่อเรากินอาหารที่มีไขมันเข้าไปจำนวนมาก ไขมันเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และกลายเป็นพลังงานสำรองของร่างกาย บางส่วนถูกเก็บสะสมในตับ 

  • ตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear)

    การตรวจแปบเสมียร์ Pap Smear หรือ Pap Test ย่อมาจาก The Papanicolaou Smear หรือมีชื่อเรียกแบบเป็นทางการว่า Conventional Pap Smear  เป็นแนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ผ่านการใช้เครื่องมือ Speculum สอดเข้าไปในปากช่องคลอดลึกถึงบริเวณปากมดลูก เพื่อป้ายเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุผิวในตำแหน่งดังกล่าว จากนั้นนำออกมาส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติและบ่งบอกถึงโอกาสเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกในอนาคต ซึ่งถือเป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย ประหยัดเวลา และมีราคาไม่สูง 

  • ความสำคัญของการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

    เพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex )  คือ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับการป้องกันตัวเอง และคู่ของคุณให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีและทำให้คุณมีเพศสัมพันธ์ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งการป้องกันมีได้หลายวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะการใส่ถุงยางอนามัย หรือการคุมกำเนิด ซึ่งถ้าเราป้องกันอย่างถูกวิธีก็ไม่ต้องกังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์ในขณะที่ไม่พร้อม

  • โรคฝีมะม่วงป้องกันได้อย่างไร?

    โรคฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum: LGV) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เรื้อรัง ที่เกิดจากเชื้อคลาไมเดีย (Chlamydia Trachomatis) ซึ่งมักเกิดการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์หรือทวารหนัก ผู้ป่วยโรคนี้จะมีต่อมน้ำเหลืองโตที่ต้นขาข้างใดข้างหนึ่งหรือที่ขาหนีบ โดยจะเกิดตุ่มหรือแผลขนาดเล็กที่อวัยวะเพศก่อน จากนั้นต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบจะอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดบวมและเดินลำบาก นอกจากนี้ หากรูทวารอักเสบหรือมีแผล จะรู้สึกปวดบริเวณก้นตลอดเวลา อาจถ่ายไม่ออกหรือท้องร่วง หรือรูทวารตีบตันได้ ส่วนผู้หญิงที่ป่วยเป็นฝีมะม่วงจะทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่งผลให้ท้องนอกมดลูกได้ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง รวมทั้งประสบภาวะมีบุตรยาก